GDP ปี 2569 เสี่ยงติดลบจากวิกฤตน้ำมันแพง โครงการไทยช่วยไทยช่วยได้แค่ประคองสถานการณ์
นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 กำลังเผชิญความเสี่ยงสูงที่จะหดตัวติดลบ เนื่องจากผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศลดลงอย่างน่าเป็นห่วง
ผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูง
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า การที่ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 14 บาทต่อลิตร ทำให้คนไทยต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นวันละประมาณ 1,400 ล้านบาท หรือคิดเป็นเดือนละกว่า 42,000 ล้านบาท ที่หายไปจากระบบเศรษฐกิจ
เงินจำนวนมหาศาลนี้คือกำลังซื้อที่สูญเสียไปจากการเติมน้ำมัน ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อครัวเรือนและธุรกิจทั่วประเทศ
โครงการไทยช่วยไทยช่วยได้แค่ประคอง
แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามอัดฉีดนโยบายต่างๆ เช่น โครงการไทยช่วยไทย หรือ คนละครึ่งพลัส เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า นโยบายเหล่านี้เป็นเพียงการประคองสถานการณ์ชั่วคราวเท่านั้น
หากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นยังคงยืดเยื้อ อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยอย่างน้อย 1 แสนล้านบาท
ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจสำคัญ
นายธนวรรธน์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ทุก 1 บาทที่ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจหดตัวประมาณ 0.04% และผลักดันอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น 0.3%
ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่:
- ภาคขนส่ง ที่มีต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
- การนำเข้าวัตถุดิบ โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกและปุ๋ยเคมี
- ภาคอุตสาหกรรมและเกษตร ที่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
3 สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้แบ่งการคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2569 ออกเป็น 3 สถานการณ์หลัก:
- สถานการณ์ที่ 1: ความขัดแย้งจบภายใน 3 เดือน (โอกาส 45%) - เศรษฐกิจไทยติดลบ 1.07% เงินเฟ้อสูงขึ้น 1.91%
- สถานการณ์ที่ 2: ความขัดแย้งจบภายใน 6 เดือน - เศรษฐกิจไทยติดลบ 2.31% เงินเฟ้อสูงขึ้น 2.82%
- สถานการณ์ที่ 3: ความขัดแย้งยืดเยื้อไม่มีกำหนดยุติ (โอกาส 10%) - เศรษฐกิจไทยติดลบ 3.24% เงินเฟ้อสูงขึ้น 3.67%
ความเสี่ยงภาวะ Stagflation และแนวทางแก้ไข
แม้ว่าหลายประเทศเริ่มพูดถึงภาวะ Stagflation ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำพร้อมกับอัตราเงินเฟ้อสูง แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะนี้ได้ง่าย หากสถานการณ์ความขัดแย้งจบลงภายในไตรมาส 2
อย่างไรก็ตาม หากวิกฤตลากยาวไปถึงไตรมาส 4 ที่เศรษฐกิจไทยอาจติดลบหนักและเงินเฟ้อสูงขึ้น ความเสี่ยงนี้ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้
รัฐบาลควรมีมาตรการจัดการที่เหมาะสม เช่น:
- บริหารจัดการผ่านกองทุนน้ำมันหรือลดภาษีสรรพสามิต
- เยียวยากลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะภาคขนส่ง เกษตร และประมง
- ลดภาระค่าครองชีพผ่านโครงการต่างๆ แต่ควบคุมวงเงินไม่ให้สูงเกินไป
- กระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและเร่งเครื่องการส่งออก
มาตรการเหล่านี้จะช่วยประคองเศรษฐกิจไทยไม่ให้บอบช้ำมากเกินไป ในขณะที่ทั่วโลกต่างเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจจากราคาพลังงานที่ผันผวน



