ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2569 เหลือ 1.2% หากสงครามยืดเยื้อนาน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สำหรับปี 2569 ลงเหลือเพียง 1.2% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 1.9% เนื่องจากผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเสี่ยงต่อการไม่เติบโตและอาจเผชิญภาวะ "Triple Deficit" หรือการขาดดุล 3 ด้าน
ผลกระทบจากสงครามต่อเศรษฐกิจไทย
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ได้เปลี่ยนสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างคาดไม่ถึง ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและความไม่แน่นอนในภาคขนส่งกลายเป็นปัจจัยลบหลัก โดยเฉพาะต่อต้นทุนวัตถุดิบต้นน้ำ เช่น ฮีเลียม ปุ๋ย น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของภาคการผลิต
ศูนย์วิจัยได้แบ่งการประเมินผลกระทบออกเป็น 2 ฉากทัศน์ ดังนี้:
- กรณีไม่ยืดเยื้อ: หากความขัดแย้งคลี่คลายภายใน 2 เดือน GDP จะถูกปรับลดลงประมาณ 0.2% มาอยู่ที่ราว 1.7% และเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นจาก 0.4% เป็น 0.9%
- กรณียืดเยื้อและรุนแรง: หากสงครามลากยาวเกิน 3 เดือนและราคาน้ำมันดิบยืนเหนือระดับ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล GDP อาจลดลงเหลือเพียง 1.2% หรือในกรณีเลวร้ายที่สุดคือเศรษฐกิจไทยไม่เติบโตเลย โดยไตรมาสแรกอาจขยายตัวได้ แต่ไตรมาสที่เหลือจะติดลบจนนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่เงินเฟ้ออาจพุ่งแตะระดับ 3%
อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงและกลุ่มปิโตรเคมีกำลังเผชิญวิกฤตหนัก เนื่องจากไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบพื้นฐานมาผลิตได้ ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังกลุ่มเม็ดพลาสติกและ PVC ซึ่งจะลุกลามไปถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำอย่างบรรจุภัณฑ์อาหาร ที่จะขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น
นอกจากนี้ ปัญหาการเดินเรือยังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยค่าระวางเรือปรับตัวเพิ่มขึ้น 4-5 เท่า ขณะที่ค่าประกันภัยเรือบางเส้นทางพุ่งสูงขึ้นถึง 10-80 เท่า การเดินเรือต้องเลี่ยงไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 2 สัปดาห์ อีกทั้งยังเกิดภาวะ Disruption ทั่วโลกจากการที่บริษัทเดินเรือประกาศภาวะสุดวิสัย เลือกเดินเรือเฉพาะเส้นทางที่ได้กำไรสูงสุดเท่านั้น
ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใหม่
นายบุรินทร์ ย้ำว่าภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่คือการจัดการแหล่งพลังงานและวัตถุดิบเพื่อควบคุมค่าครองชีพ แม้จะคาดการณ์ว่าสถานการณ์อาจคลี่คลายใน 2 เดือน แต่รัฐต้องมีมาตรการรองรับหากเกิดการขาดแคลนพลังงานในระยะสั้น รวมถึงการพิจารณานำถ่านหินกลับมาใช้ชั่วคราวหากจำเป็น เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานที่หาได้ง่ายและถูกกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์น้อยกว่าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
ในระยะยาว วิกฤตครั้งนี้ถือเป็น Wake up call ให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับสัดส่วนพลังงานสะอาด เนื่องจากปัจจุบันเอเชียพึ่งพาน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 60% ดังนั้น รัฐบาลควรส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวภาพ รวมถึงการพิจารณาพลังงานนิวเคลียร์หรือโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SMR) เป็นทางเลือกเพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต
ไทยเผชิญภาวะ "Triple Deficit"
นายบุรินทร์ ระบุว่ามีความกังวลต่อภาระทางการคลังจากการตรึงราคาน้ำมัน ซึ่งไทยเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่ยังใช้นโยบายนี้ ขณะที่ประเทศอื่นปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ส่งผลให้ไทยเผชิญภาวะ "Triple Deficit" หรือการขาดดุล 3 ด้าน คือ ขาดดุลการคลัง ขาดดุลพลังงาน และขาดดุลจากการนำเข้าสินค้าที่แพงขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้กดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 32.80 - 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และมีโอกาสอ่อนค่าลงได้อีกหากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่สูงและความเชื่อมั่นที่ลดลงยังส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์เห็นสัญญาณการยกเลิกการจองโรงแรมและตั๋วเครื่องบิน 10-15% แต่ในวิกฤตินี้จะเห็นสัดส่วนนักท่องเที่ยวพำนักระยะสั้นเพิ่มขึ้น ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลจะลดลงกว่า 1 ล้านคนจากคาดการณ์ทั้งปีเดิม คิดเป็นเม็ดเงินที่สูญเสียไปราว 8 หมื่นล้านบาท



