GDP ไตรมาส 4/2568 โตเกินคาด แต่เศรษฐกิจไทย 'หายป่วย' จริงหรือ? วิเคราะห์นโยบาย 10 พลัส
GDP ไตรมาส 4/2568 โตเกินคาด เศรษฐกิจไทยหายป่วยจริงหรือ?

GDP ไตรมาส 4/2568 โตเกินคาด แต่เศรษฐกิจไทย 'หายป่วย' จริงหรือ? วิเคราะห์นโยบาย 10 พลัส

ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ของไทยขยายตัวเกินความคาดหมายอย่างมากที่ 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวได้ 2.4% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์และตลาดคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 2% ตามผลสำรวจของ Asia Pacific Consensus Forecasts และ SCB EIC อย่างไรก็ดี การเติบโตนี้เป็นเพียงสัญญาณบวกในระยะสั้นเท่านั้น ยังไม่อาจตีความได้ว่าเศรษฐกิจไทยได้ "หายป่วย" อย่างแท้จริงจากภาวะวิกฤตที่ถูกขนานนามว่า "คนป่วยแห่งเอเชีย" โดย Financial Times

ถอดรหัสการเติบโตของ GDP ไทย Q4/2568: แรงส่งจากอะไร ยั่งยืนแค่ไหน?

เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวสูงกว่าคาดที่ 2.4% โดยเฉพาะไตรมาสที่ 4/2568 ซึ่งขยายตัวสูงถึง 2.5% เร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนจาก 1.2% ในไตรมาส 3 การเติบโตนี้มีแรงขับเคลื่อนหลักจากสามปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การบริโภคภาคเอกชนที่เร่งตัวขึ้น จากการออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาล เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส และการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าก่อนมาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุด การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวในอัตราสูงสุดในรอบ 13 ไตรมาส นำโดยการลงทุนในยานพาหนะ เครื่องจักร และการก่อสร้าง และ การใช้จ่ายภาครัฐที่กลับมาขยายตัว จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้ายังขยายตัวในระดับสูง แต่เริ่มชะลอลงบ้าง ตามการลดลงของสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมบางหมวด ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลกที่สูงขึ้น แรงส่งจากภาคการส่งออกในปีนี้ยังพึ่งพาปัจจัยเชิงวัฏจักรมากกว่าการปรับตัวดีขึ้นของขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในไทย อีกทั้งถูกหักล้างด้วยการนำเข้าที่สูงเช่นเดียวกัน ขณะที่การส่งออกบริการยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับมาได้เต็มที่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ดังนั้น การเติบโตในไตรมาสที่ 4/2568 นี้มาจากแรงหนุนอุปสงค์ภายในประเทศเป็นหลัก จากการอัดฉีดเม็ดเงินและมาตรการกระตุ้นชั่วคราว ซึ่งไม่ได้มาพร้อมกับการยกระดับผลิตภาพ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือการสร้างรากฐานการเติบโตใหม่ในระยะยาวให้เศรษฐกิจไทยมากนัก ผลของมาตรการกระตุ้นจะค่อย ๆ จางลงเมื่อโครงการสิ้นสุดลง หากไม่มีแรงขับเคลื่อนใหม่ เศรษฐกิจไทยก็อาจกลับเข้าสู่ภาวะเติบโตต่ำอีกครั้ง

10 พลัส: พยุงเศรษฐกิจระยะสั้น ยังขาดแก่นปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

ชุดนโยบาย 10 พลัส เป็นนโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทยในการหาเสียงผ่านเว็บไซต์และเวทีปราศรัย มีส่วนช่วยให้พรรคได้รับคะแนนเสียงสูงสุดในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเช่นเดิม โดยมีเป้าหมายผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้มากกว่า 3% พร้อมแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการลดค่าครองชีพและเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตสำคัญหลายประการเกี่ยวกับนโยบาย 10 พลัส:

  • ความไม่สอดคล้องกันของนโยบาย: นโยบายที่พรรคภูมิใจไทยใช้ในการหาเสียงผ่านเว็บไซต์และเวทีปราศรัย กับชุดนโยบายที่แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังมีความไม่สอดคล้องกันอยู่มาก ตัวอย่างเช่น นโยบายลงทุนพลัส หรือโครงการแลนด์บริดจ์ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 9.9 แสนล้านบาท ที่ถูกหยิบยกขึ้นกล่าวถึงหลายครั้งในช่วงหาเสียง แต่กลับไม่ปรากฏอยู่ในเอกสารชุดนโยบายและกรอบวงเงินงบประมาณที่แจ้งต่อ กกต.
  • ข้อจำกัดทางการคลัง: หนี้สาธารณะของไทยมีแนวโน้มชนเพดาน 70% ภายในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า สะท้อนผ่านการปรับลดเครดิตเรตติงของไทยแล้วถึง 2 ใน 3 ของสถาบันจัดอันดับ หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอีกในระยะต่อไป ซึ่งไม่เพียงเพิ่มต้นทุนทางการเงินของภาครัฐและเอกชน แต่ยังสร้างข้อจำกัดเชิงนโยบายต่อความสามารถของรัฐบาลในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • การกระจุกตัวของงบประมาณ: เมื่อพิจารณาในมิติของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวสำหรับ 8 นโยบายที่พรรคภูมิใจไทยแจ้งต่อ กกต. พบว่า โครงสร้างการใช้วงเงินดำเนินนโยบายยังคงให้น้ำหนักกับการกระตุ้นอุปสงค์ในระยะสั้นมากกว่าการยกระดับศักยภาพการผลิตของประเทศและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว งบประมาณส่วนใหญ่ 73% ถูกใช้ไปกับมาตรการให้เงินอุดหนุนและลดค่าครองชีพ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส และเงินอุดหนุนค่าไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นการบริโภคและเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ขณะที่อีก 25% เป็นมาตรการจ้างงาน สร้างรายได้ในระยะปานกลาง ในทางตรงกันข้าม นโยบายที่มีศักยภาพในการสร้างการเติบโตระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน และการยกระดับทุนมนุษย์ภายใต้นโยบายการศึกษาเท่าเทียมพลัส กลับได้รับการจัดสรรวงเงินเพียง 0.5% ของวงเงินรวมเท่านั้น

ภายใต้ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและการคลังดังกล่าว นโยบายที่มุ่งกระตุ้นการใช้จ่ายเป็นหลักอาจช่วย "ประคอง" เศรษฐกิจในระยะสั้น และสร้างแรงส่งชั่วคราวให้ตัวเลขการเติบโตปรับตัวดีขึ้นได้ในช่วงเวลานั้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะ "เปลี่ยนทิศทาง" ศักยภาพการเติบโตในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน หากปราศจากการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในด้านทุนมนุษย์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ระดับ 3% ต่อปี อาจยังคงเป็นเพียง "ความคาดหวังเชิงนโยบาย" มากกว่า "ศักยภาพที่สามารถบรรลุได้จริง"

บทสรุป: หากโครงสร้างไม่เปลี่ยน GDP จะโตขึ้นยากในวันหน้า

ตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ขยายตัวเกินคาดเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นในระยะสั้น ทว่ายังไม่อาจตีความตัวเลขดังกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจไทย "หายป่วย" อย่างแท้จริง เนื่องจากการเร่งตัวในช่วงปลายปีมีแรงหนุนสำคัญจากมาตรการกระตุ้นระยะสั้นและปัจจัยเชิงวัฏจักรเป็นหลัก มากกว่าจะสะท้อนการปรับตัวเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ

ความท้าทายสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ไม่ได้อยู่ที่การประคองให้ GDP เติบโตในระยะสั้นเท่านั้น หากแต่อยู่ที่ความสามารถในการวางแผนและดำเนินนโยบายเพื่อ "รักษาอาการป่วยของไทยให้หายขาด" ผ่านการสร้างสมดุลระหว่างนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจกับการลงทุนเพื่อการปฏิรูปเชิงโครงสร้างระยะยาว ซึ่งแม้อาจไม่สะท้อนผลลัพธ์ผ่านตัวเลขการเติบโตของ GDP โดยทันที แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการวางรากฐานความมั่นคงและความมั่งคั่งของประเทศในระยะยาว หากสามารถสร้างสมดุลการดำเนินนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยย่อมมีโอกาสก้าวพ้นกับดักการเติบโตต่ำ หายขาดจากการเป็น "คนป่วยแห่งเอเชีย" และเข้าสู่เส้นทางการเติบโตที่มีเสถียรภาพยั่งยืน และทั่วถึงมากขึ้นได้ในวันข้างหน้า