กกร. ปรับเพิ่มเป้า GDP ไทยปี 2569 อยู่ที่ 1.6-2.0% ชี้เศรษฐกิจยังโตแบบ K-Shape
กกร. ปรับเพิ่มเป้า GDP ไทยปี 2569 อยู่ที่ 1.6-2.0%

ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือนมิถุนายน 2569 มีมติปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้เป็น 1.6-2.0% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.2-1.6% โดยมีปัจจัยหนุนจากโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ที่จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ รวมถึงการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตสูง

ปัจจัยสนับสนุนการปรับเพิ่มประมาณการ

นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย และประธานการประชุม กกร. เปิดเผยว่า การส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปีขยายตัวสูงถึง 18.9% โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตถึง 48.4% จากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และดาต้าเซ็นเตอร์ สอดคล้องกับประเทศอื่นในเอเชียที่ส่งออกได้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีไม่ได้ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก เนื่องจากต้องใช้วัตถุดิบนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่การผลิตและการส่งออกสินค้าอื่นทรงตัว ผู้ประกอบการยังกังวลเรื่องสินค้าขาดแคลนและต้นทุนวัตถุดิบที่สูง ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงอุปสงค์ในประเทศที่ชะลอตัวก่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากค่าครองชีพปรับสูงขึ้น

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เศรษฐกิจไทยยังเผชิญภาวะ K-Shape

กกร. ระบุว่าเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญภาวะ K-Shape โดยกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังมีจำกัด ขณะที่กลุ่ม K ขาล่างได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและรายได้ที่ลดลง จากข้อมูลบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กว่า 300 บริษัทชี้ว่ามีต้นทุนสูงขึ้นและรายได้ลดลง

จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยใช้ K ขาบนเป็นตัวเร่งสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผ่านเม็ดเงิน FDI ไปสู่ภาคเศรษฐกิจจริง ก่อให้เกิดการจ้างงาน และทำให้ธุรกิจไทยได้รับประโยชน์มากขึ้น

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

การปรับประมาณการอื่นๆ

กกร. ยังปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเป็น 2.5-3.0% จากเดิม 2.0-3.0% และปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็นขยายตัว 8-10% จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัว ตามทิศทางการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เติบโตสูง

นอกจากนี้ กกร. เห็นว่าควรใช้โอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับนานาชาติหลายเวทีในปีนี้ อาทิ การประชุม ABAC 2026 ครั้งที่ 3, Gastech 2026, Thailand-US Trade & Investment Forum 2026 และการประชุม IMF-World Bank Annual Meeting เพื่อโชว์ศักยภาพและสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นผลิตภาพ นวัตกรรม การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน

ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้นำเสนอข้อมูลการจัดทำรายงาน Flagship Report "Building Thailand’s Future Today" ซึ่งสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงวิเคราะห์ในการนำเสนอจุดแข็งของไทย เชื่อมโยงกับแนวทาง Reinvent Thailand และต่อยอดไปสู่การสื่อสารเชิงบวกก่อนการประชุมเดือนตุลาคม

สถานการณ์พลังงานและความมั่นคง

ที่ประชุม กกร. ได้หารือถึงสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศภายใต้ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งการเจรจาสันติภาพยังไม่มีข้อยุติ กกร. ยืนยันว่าประเทศไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน โดยมีปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปรวมประมาณ 13,384 ล้านลิตร เพียงพอต่อการใช้ภายในประเทศได้ราว 109 วัน และยังไม่มีสัญญาณขาดแคลนพลังงาน

กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันได้เร่งบริหารความเสี่ยงด้านการจัดหาวัตถุดิบ โดยลดสัดส่วนการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางจากเดิมประมาณ 55% เหลือราว 27% และเพิ่มการจัดหาจากแหล่งอื่นเป็นประมาณ 73% เพื่อเสริมความยืดหยุ่นและความมั่นคงของพลังงาน

กกร. คาดหวังให้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) สามารถประกาศใช้ได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเป็นกรอบสำคัญในการวางโครงสร้างพลังงานระยะยาว ทั้งด้านความมั่นคง การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) การบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้าให้เหมาะสม และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย