นักวิชาการเตือน สหรัฐฯ อาจชนะการรบแต่แพ้สงคราม GDP โลก เศรษฐกิจไทยเสี่ยงชะลอตัว
สหรัฐฯ ชนะรบแต่แพ้สงคราม GDP เศรษฐกิจไทยเสี่ยงชะลอ (14.03.2026)

นักวิชาการชี้ สหรัฐฯ อาจชนะการรบแต่แพ้สงคราม GDP โลก เศรษฐกิจไทยเสี่ยงชะลอตัว

รศ.ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ให้สัมภาษณ์กับ PPTV Wealth วิเคราะห์สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หลังเรือขนส่งสินค้าของไทยถูกโจมตี โดยมองว่าในที่สุดสถานการณ์จะคลี่คลายลง แต่จะอยู่ในรูปแบบที่สหรัฐฯ ไม่ได้ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จ

ฉากทัศน์ 2 แบบของความขัดแย้ง

นักวิชาการแบ่งฉากทัศน์ออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ฉากทัศน์แรกคือ สหรัฐฯ ใช้ความได้เปรียบทางทหารยุติการรบได้ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองของอิหร่านได้ เนื่องจากโครงสร้างอำนาจอย่างกลุ่ม Revolutionary Guard ที่มีพลังทางจิตวิญญาณสูงยังคงอยู่ ทำให้สหรัฐฯ ไม่สามารถควบคุมอิหร่านได้เหมือนกรณีเวเนซุเอลา

ส่วนฉากทัศน์ที่สองที่มีความเป็นไปได้สูงคือ เกมจะเปลี่ยนจาก Zero-Sum Game ที่มีคนแพ้ชนะ เป็นการหลีกเลี่ยง Negative-Sum Game ที่พังทั้งคู่ โดยอิหร่านจะใช้กลยุทธ์สร้างความเดือดร้อนไปทั่วโลก ทั้งราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและเศรษฐกิจที่พัง เพื่อบีบให้พันธมิตรของสหรัฐฯ และประชาชนชาวอเมริกันเองออกมาเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องยอมเจรจายุติศึก

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก

แม้ปริมาณน้ำมันโลกโดยรวมยังเพียงพอ เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันอยู่ที่ประมาณ 104 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่กำลังการผลิตอยู่ที่ราว 108 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่การปิดเส้นทางเดินเรือและความกังวลของตลาด ทำให้ปัจจุบันราคาน้ำมันจะผันผวนแรง ซึ่งเป็นผลจากจิตวิทยาความกลัวมากกว่าปริมาณน้ำมันขาดแคลนจริง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

โครงสร้างราคาจะเปลี่ยน จากเดิมที่คาดการณ์ไว้เฉลี่ย 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจบเหตุการณ์ดังกล่าวราคาน้ำมันอาจจะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 70 ดอลลาร์ขึ้นไป ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว เนื่องจากวิกฤตนี้อาจฉุดจีดีพีโลก จากที่คาดการณ์ไว้ 3% ลงมาเหลือเพียง 2% กว่าๆ แม้จะไม่ถึงขั้นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจถดถอย แต่การค้าโลกจะเติบโตในอัตราที่ลดลงอย่างชัดเจน

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยใน 3 ด้านหลัก

รศ.ดร. สมชาย มองว่า ผลกระทบจะเกิดขึ้นใน 3 ด้านหลักที่เกี่ยวข้องกับ:

  • การส่งออก จะชะลอตัวตามเศรษฐกิจและการค้าโลก
  • การท่องเที่ยว จะได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อและบรรยากาศการเดินทางที่ลดลง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง
  • การลงทุน เนื่องจากประเทศในตะวันออกกลางต้องนำงบประมาณไปใช้ในสถานการณ์ความขัดแย้ง อาจส่งผลให้โครงการลงทุนต่างๆ ถูกทบทวนหรือชะลอออกไป

แม้สัดส่วนการค้าไทยกับตะวันออกกลางจะอยู่ที่ราว 4% และนักท่องเที่ยวประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งดูไม่มากเมื่อเทียบกับจีน แต่เมื่อรวมกับปัจจัยลบอื่นๆ รัฐบาลต้องทำการบ้านหนักขึ้นเพื่อประคองตัวเลขเศรษฐกิจ

แนวทางรับมือทั้งระยะสั้นและระยะยาว

ระยะสั้น รัฐบาลต้องบริหารจัดการความเพียงพอของพลังงาน หาแหล่งสำรองใหม่ เช่น มาเลเซีย, แอฟริกา, สหรัฐฯ ตรึงราคาค่าขนส่ง และรณรงค์การประหยัดพลังงาน สำหรับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบ มองว่าหากจบได้ภายใน 4-5 สัปดาห์ สถานการณ์จะยังไม่วิกฤตถึงขั้นต้องกู้เงินจำนวนมาอุดหนุน แต่หากถึงขั้นต้องกู้จริงก็เชื่อว่าจะได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการคลัง

ระยะยาว ชี้ให้เห็นว่า แม้การบริหารจัดการราคาน้ำมันและความเป็นอยู่ของประชาชนในระยะสั้นจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่สิ่งที่รัฐบาลไทยส่วนใหญ่มักล้มเหลวในระยะยาวคือการแก้ไข "ปัญหาเชิงโครงสร้าง" และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ดังนั้น อยากแนะนำว่ารัฐบาลใหม่ต้องเร่งแก้ไขเชิงโครงสร้าง เพราะเหตุการณ์ในครั้งนี้เปรียบเสมือน "ไฟลนก้น" ที่ต้องทำให้รัฐบาลเร่งปรับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเน้นการ Upskill แรงงาน และนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาสินค้าแบบเดิมๆ ให้เป็นสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและตอบโจทย์โลกยุคใหม่

"เราต้องทำแก้วน้ำใบใหม่ และต้องเป็นแก้วน้ำที่น่าดื่มด้วย นั่นหมายถึงการสร้างโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นคุณค่า (Value) มากกว่าปริมาณ ซึ่งนี่คือโจทย์ที่ยากที่สุดที่รัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมายังทำไม่สำเร็จ"

วิกฤตเป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลง

ในมุมมองของ รศ.ดร. สมชาย มองว่า สงครามความไม่สงบครั้งนี้คือสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญที่เปลี่ยนความประมาทให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อน แม้ในระยะสั้นวิกฤตจะสร้างความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจ แต่หากรัฐบาลใช้จังหวะนี้เป็นแรงผลักดันในการเปลี่ยนแปลง ก็จะกลายเป็นการ "เจ็บเพื่อจบ" และสร้างความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน

คาดหวังจะเห็นนโยบายในรูปแบบ "Plus" ที่รัฐบาลนำเสนอ ออกมาเป็นรูปธรรมและจับต้องได้จริง เพื่อเป็นจุดเปลี่ยนให้ประเทศไทยหลังจากที่เศรษฐกิจซบเซาต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี