หอการค้าไทยประเมินสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ กระทบ GDP ร่วงสูงสุด 10% หากขยายวงกว้าง
สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อเสี่ยงฉุด GDP ไทยติดลบ 10%

หอการค้าไทยประเมินสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ กระทบ GDP ร่วงสูงสุด 10% หากขยายวงกว้าง

วันนี้ (13 มีนาคม 2569) นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลประเมินวิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลางว่า สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนกุมภาพันธ์จะปรับตัวดีขึ้นสูงสุดในรอบ 9 เดือนมาอยู่ที่ระดับ 53.7 แต่สงครามที่เกิดขึ้นภายหลังการสำรวจได้กลายเป็นปัจจัยลบใหม่ที่สร้างความกังวลต่อค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต

3 ฉากทัศน์สงครามและผลกระทบต่อ GDP ไทย

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจได้วิเคราะห์ฉากทัศน์ของสงครามไว้ 3 ระดับ ดังนี้

  • ความขัดแย้งระยะสั้น (1 เดือน): ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คาดกระทบ GDP ไทยร่วง -0.35% ซึ่งมีโอกาสเกิด 45%
  • สงครามยืดเยื้อ (3 เดือน): ราคาน้ำมันทรงตัวที่ 90 ดอลลาร์ แต่ราคาก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น คาดกระทบ GDP -1.1% มีโอกาสเกิด 45%
  • สงครามขยายวงกว้าง (6 เดือนขึ้นไป): ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งอาจทำให้ GDP ไทยในปีนี้มีโอกาสติดลบสูงถึง 10% โดยมีโอกาสเกิด 10%

ภาคท่องเที่ยวและส่งออกรับผลกระทบหนัก

การท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของไทยได้รับผลกระทบในทันที โดยในสัปดาห์แรกนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางหายไปถึง 18% หรือประมาณ 60,000 คน เนื่องจากปัญหาการปรับปรุงเส้นทางบินและค่าตั๋วเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้น 30-80% จังหวัดภูเก็ตได้รับความเสียหายหนักที่สุด มีการแจ้งยกเลิกห้องพักแล้วกว่า 1,311 คืน คิดเป็นรายได้ที่หายไปกว่า 8 ล้านบาทในเบื้องต้น หากสงครามยืดเยื้อถึง 6 เดือน คาดว่ารายได้จากการท่องเที่ยวรวมจะสูญเสียถึง 29,250 ล้านบาท

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ขณะที่ด้านการส่งออก สินค้ากลุ่มรถยนต์และเครื่องจักรกลมีความเปราะบางที่สุด โดยเฉพาะตลาดหลักในตะวันออกกลางอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ค่าระวางเรือขนส่งสินค้าปรับตัวสูงขึ้นถึง 3 เท่าจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อรับมือวิกฤต

ปัจจุบันประเทศไทยมีความเปราะบางสูงเนื่องจากนำเข้าน้ำมันและพลังงานคิดเป็นมูลค่าถึง 5% ของ GDP หรือประมาณ 1 ล้านล้านบาท ศูนย์ฯ จึงเสนอให้รัฐบาลใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิตในการตรึงราคาน้ำมัน โดยอาจจำเป็นต้องขยายเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซลจาก 30 บาท เป็น 35 บาทต่อลิตร เพื่อลดภาระการอุดหนุนของรัฐและป้องกันภาวะช็อกทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้รัฐบาล 5 แนวทาง ดังนี้

  1. บริหารราคาพลังงานอย่างยืดหยุ่น: แม้กองทุนน้ำมันจะเริ่มติดลบอีกครั้ง แต่รัฐควรพิจารณาใช้ภาษีสรรพสามิตเข้ามาชดเชย และอาจจำเป็นต้องขยับเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซลจาก 30 บาท เป็น 32-35 บาทแบบเป็นขั้นบันไดเพื่อไม่ให้เกิดสภาวะช็อกต่อต้นทุนการผลิต
  2. การดูแลภาคขนส่ง: รัฐต้องเข้าไปดูแลราคาพลังงานสำหรับผู้ประกอบการขนส่งรายใหญ่ที่ไม่ได้รับอานิสงส์จากราคาหน้าปั๊ม เพื่อป้องกันการผลักภาระต้นทุนไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะนำไปสู่เงินเฟ้อที่รุนแรง
  3. แคมเปญ "ไทยปลอดภัย" (Thailand is Safe): เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวกลุ่มเอเชีย เช่น จีน มาเลเซีย อินเดีย เข้ามาทดแทนตลาดยุโรปที่หายไป โดยเน้นย้ำว่าประเทศไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้งและมีความปลอดภัยสูงสุด
  4. การรณรงค์ประหยัดพลังงานระดับชาติ: รัฐบาลควรเป็นผู้นำในการรณรงค์ให้ประชาชนและภาคธุรกิจใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า รวมถึงพิจารณามาตรการ Work From Home ในช่วงวิกฤตเพื่อลดการใช้น้ำมันและลดปัญหาการจราจร
  5. อัดฉีดสภาพคล่องผ่าน SFI: ใช้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน, SME Bank ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อประคองสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและส่งออกที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ป้องกันการเลิกจ้างงาน

นายธนวรรธน์ย้ำว่า สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด และรัฐบาลควรดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาว