วิกฤตน้ำมันโลกพุ่งกระตุ้นเงินเฟ้อไทย หลังอิหร่าน-สหรัฐฯ ปะทะ
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุขึ้น หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ร่วมมือเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้ผู้นำระดับสูงของอิหร่านเสียชีวิตจำนวนมาก และอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพเรือและสถานทูตสหรัฐฯ ในหลายประเทศตะวันออกกลาง ความขัดแย้งนี้ขยายวงกว้างไปสู่ประเทศพันธมิตรของทั้งสองฝ่าย สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพโลกทันที
ราคาน้ำมันดิบโลกทะยาน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
หนึ่งในความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทันทีคือ ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมก่อนการสู้รบที่ประมาณ 70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ปัจจุบันพุ่งขึ้นเป็น 80 จนถึงกว่า 90 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลแล้ว หากการสู้รบยืดเยื้อนานหลายเดือนและขยายวงกว้างมากขึ้น ราคาน้ำมันอาจทะยานเกิน 125 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลกอย่างแน่นอน
ทุกภาคส่วนล้วนใช้น้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต ภาคการขนส่ง และอุตสาหกรรมอื่นๆ ทำให้ต้นทุนการผลิตและการขนส่งเพิ่มสูงขึ้น หากผู้ประกอบการแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ไหว ก็จะผลักภาระนี้มาสู่ผู้บริโภคด้วยการปรับขึ้นราคาสินค้า สถานการณ์นี้ซ้ำเติมคนไทยที่กำลังเผชิญกับเศรษฐกิจชะลอตัวและค่าครองชีพพุ่งสูงอยู่แล้ว
เงินเฟ้อไทยพุ่ง ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับขึ้น 10%
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้ประเมินผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกต่อเศรษฐกิจไทยไว้อย่างชัดเจน
- หากราคาน้ำมันโลกอยู่ที่ 80 เหรียญต่อบาร์เรล เงินเฟ้อจะสูงขึ้น 1–2% และราคาอาหารสำเร็จรูป เช่น อาหารปรุงสำเร็จและอาหารจานเดียว จะเพิ่มขึ้น 10% ใน 10% ของพื้นที่ทั่วประเทศ
- หากราคาน้ำมันเพิ่มเป็น 100 เหรียญต่อบาร์เรล เงินเฟ้อจะสูงขึ้น 2–3% ราคาอาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 10% แต่พื้นที่ได้รับผลกระทบขยายเป็น 20%
- หากราคาน้ำมันพุ่งถึง 120 เหรียญต่อบาร์เรล เงินเฟ้อจะสูงขึ้นกว่า 3% ราคาอาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 10% และพื้นที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเป็น 50%
ผลกระทบของเงินเฟ้อจะเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป สิ่งที่น่ากังวลคือ ราคาสินค้าที่ปรับขึ้นไปแล้วจะปรับลงได้ยากมาก โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป แม้ว่าราคาน้ำมันและต้นทุนอื่นๆ จะลดลงในภายหลังก็ตาม
สินค้าจำเป็นอื่นๆ อาจปรับขึ้นตาม ส่งผลค่าครองชีพสูงขึ้น
นอกจากอาหารสำเร็จรูปแล้ว ยังมีสินค้าและบริการอื่นๆ ที่อาจปรับราคาขึ้นตามสถานการณ์ เช่น
- ค่าโดยสารสาธารณะ
- ค่าบริการขนส่ง
- ค่าไฟฟ้า
- สินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนขนส่ง
สินค้าเหล่านี้ล้วนมีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน หากราคาปรับขึ้นจะทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นมากกว่าปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ
รัฐบาลเร่งมาตรการประคองสถานการณ์ แต่ยังต้องจับตา
รัฐบาลได้ออกมาตรการประคับประคองสถานการณ์เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน ประกอบด้วย
- กระทรวงพลังงานตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาท เป็นเวลา 15 วัน
- ลดค่า Ft ในงวดเดือนมกราคมถึงเมษายน 2569
- กระทรวงคมนาคมตรึงค่าโดยสารสาธารณะในช่วงที่รัฐบาลตรึงราคาดีเซล
- กระทรวงพาณิชย์บริหารจัดการราคาสินค้าและป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสูงเกินจริง รวมถึงจัดหาแหล่งวัตถุดิบนำเข้าและปัจจัยการผลิตสำรอง
อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่ามาตรการเหล่านี้จะเพียงพอรองรับสถานการณ์หรือไม่ หากไม่พอ รัฐบาลอาจต้องงัดมาตรการอื่นๆ ออกมาเพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป



