วิกฤตสงครามตะวันออกกลางปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันพุ่งกระทบกระเป๋าเงินทั่วโลก
วิกฤตสงครามในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระเป๋าเงินของประชาชนในโลกตะวันตกและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทั้งในสหรัฐอเมริกาและในยุโรป หลังจากที่อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานสายสำคัญของโลก สถานการณ์นี้ทำให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ในหลายประเทศ รวมถึงในภูมิภาคเอเชียด้วย
ผลกระทบในประเทศเมียนมาและเกาหลีใต้
ในประเทศเมียนมา ผู้ใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ต้องต่อคิวยาวเพื่อเติมน้ำมันเชื้อเพลิง หลังจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้เส้นทางขนส่งน้ำมันชะงัก ประกอบกับเมียนมาต้องนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงสูงถึงร้อยละ 90 สถานีบริการน้ำมันหลายแห่งในย่างกุ้งเริ่มใช้มาตรการจำกัดการเติมน้ำมันต่อคัน ขณะที่บางแห่งต้องปิดให้บริการถาวรเนื่องจากไม่มีน้ำมันจ่ายให้ลูกค้า ซึ่งถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของเมียนมาที่บอบช้ำจากสงครามกลางเมืองและการถูกคว่ำบาตรมาตลอด 5 ปีนับตั้งแต่การรัฐประหาร
วิกฤตครั้งนี้ไม่เพียงแต่กระทบภาคการขนส่ง แต่ยังส่งผลถึงค่าครองชีพและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในเมียนมาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นและความล่าช้าในการกระจายสินค้า ในเกาหลีใต้ สถานการณ์ก็ไม่ต่างกัน โดยมีรถต่อแถวเติมน้ำมันยาวเหยียดที่สถานีบริการน้ำมันในกรุงโซลตั้งแต่ช่วงเช้า หลังจากชาวเกาหลีใต้แห่ออกมาเติมน้ำมันก่อนที่ราคาจะขึ้น ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก
สถานการณ์ในเยอรมนีและสหรัฐอเมริกา
ในประเทศเยอรมนี ผู้ใช้รถมีความกังวลอย่างมาก เมื่อราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลขยับขึ้นไปแตะหรือสูงกว่า 2 ยูโรต่อลิตร (ประมาณ 78 บาท) ในวันที่ 4 มีนาคม 2569 ถือเป็นระดับราคาที่สูงที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ชนวนเหตุสำคัญมาจากมาตรการตอบโต้ของอิหร่านที่สั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าน้ำมันดิบถึง 1 ใน 5 ของการบริโภคทั่วโลก
สมาคมยานยนต์เยอรมันระบุว่า ราคาดีเซลในเยอรมนีพุ่งขึ้นเฉลี่ยถึง 15 - 20 เซนต์ภายในเวลาเพียง 4 วัน นับตั้งแต่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ชาวเยอรมันต้องแบกรับภาระต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงตัวในระดับสูง สำหรับชาวอเมริกัน ข้อมูลจากสมาคมยานยนต์อเมริกันระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยทั่วประเทศพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 3 ดอลลาร์ 11 เซนต์ต่อแกลลอน ภายในเวลาเพียงข้ามคืน ซึ่งถือเป็นการพุ่งขึ้นที่รุนแรงที่สุดในรอบปี
ความกังวลและผลกระทบในระยะยาว
ผู้ใช้รถในสหรัฐอเมริกาบางคนเปิดเผยว่า ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นถึง 15 ดอลลาร์ หรือเกือบ 540 บาท เพื่อเติมน้ำมันให้เต็มถัง สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นให้ความรู้สึกต่างจากตอนสงครามรัสเซีย-ยูเครน เนื่องจากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ และยิ่งสถานการณ์ลากยาวออกไปมากเท่าไหร่ ราคาน้ำมันก็น่าจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเกาหลีใต้พึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันดิบเกือบทั้งหมด เช่นเดียวกับหลายประเทศที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ
วิกฤตครั้งนี้ไม่เพียงแต่กระทบภาคการขนส่ง แต่ยังส่งผลต่อราคาตั๋วเครื่องบินและความมั่นคงพลังงานของหลายประเทศ รวมถึงไทยที่เสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีที่อาจลดลงเหลือเพียง 1.3% การปรับแผนซื้อน้ำมันและก๊าซเพื่อป้องกันขาดแคลนจากวิกฤตตะวันออกกลางจึงเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลและภาคเอกชนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด



