วิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ ISP เตือนเศรษฐกิจโลกเผชิญดับเบิลช็อก ไทยเร่งเสริมความมั่นคงพลังงาน
วันนี้ (4 มีนาคม 2569) สถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ (ISP) ได้เปิดเผยรายงานวิเคราะห์สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จากการปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลภายใต้ชื่อ Operation Epic Fury รายงานชี้ว่า ความขัดแย้งนี้ได้ยกระดับเป็นสงครามความเข้มข้นสูง และกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วระบบเศรษฐกิจโลก รวมถึงภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทยอย่างรุนแรง
สงครามเข้าสู่ระยะยืดเยื้อและขยายวงกว้าง
ISP ประเมินว่า ความขัดแย้งกำลังเปลี่ยนผ่านจากการโจมตีเชิงสัญลักษณ์สู่ระยะ สงครามบั่นทอนกำลัง ฝ่ายสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศความพร้อมเดินหน้าขยายปฏิบัติการทางอากาศต่อเนื่อง 4-5 สัปดาห์ โดยมุ่งเป้าไปที่ฐานยิงขีปนาวุธและโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงภายในของอิหร่าน เพื่อป้องกันไม่ให้ระบอบการปกครองฟื้นตัวได้
รัฐมนตรีต่างประเทศมาร์โก รูบิโอ เตือนว่าขั้นตอนถัดไปจะ รุนแรงยิ่งกว่าเดิม ด้วยการโจมตีเชิงรุกในลักษณะป้องกัน แม้จะยังไม่มีการยืนยันเรื่องการใช้กำลังภาคพื้นดิน แต่สหรัฐฯ ไม่ได้ตัดทางเลือกนี้ออกหากเป้าหมายการเปลี่ยนระบอบการปกครองไม่บรรลุผลผ่านทางอากาศ
ฝั่งอิหร่านและพันธมิตรคาดว่าจะขยายความขัดแย้งไปยังระดับภูมิภาค โดยใช้เครือข่ายตัวแทน เช่น เฮซบอลลาห์ในเลบานอน ซึ่งประกาศว่าการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดเป็น เส้นแดง และคาดว่าจะเพิ่มการยิงจรวดเข้าใส่อิสราเอล อิหร่านยังคงมุ่งเป้าโจมตีสินทรัพย์ทางทหารสหรัฐฯ และสนามบินพลเรือนในคูเวต กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อสร้างความแตกแยกพันธมิตรในภูมิภาค
ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ราคาพลังงานโลกพุ่งสูง
ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่าร้อยละ 20 ของโลก กำลังเผชิญกับการปิดกั้นหรือความไม่ปลอดภัยอย่างรุนแรง รายงาน ISP ระบุว่า ทันทีที่ความไม่มั่นคงปะทุขึ้น ราคาเบรนต์ครูด (Brent crude) พุ่งขึ้นร้อยละ 14 ในวันที่ 2 มีนาคม มาอยู่ที่ประมาณ 82.37 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และยังคงผันผวนสูง
แม้สหรัฐฯ จะยืนยันว่าไม่ปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ แต่การจราจรทางเรือลดลงอย่างมาก เรือบรรทุกกว่า 150 ลำต้องทอดสมออยู่นอกช่องแคบ นักวิเคราะห์คาดว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อเกิน 1 เดือน ราคาเบรนต์อาจทะยานถึง 113 ดอลลาร์ และหาก 3 เดือนอาจแตะระดับประวัติศาสตร์ 185 ดอลลาร์ เนื่องจากการน้ำมันสำรองในโลกถูกใช้อย่างรวดเร็ว
การปิดกั้นดังกล่าวยังส่งผลต่อการค้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญของเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และอาเซียน ด้วย
เศรษฐกิจโลกเผชิญดับเบิลช็อกจากเงินเฟ้อและห่วงโซ่อุปทานสะดุด
รายงานชี้ว่า โลกกำลังเผชิญภาวะดับเบิลช็อก ได้แก่ เงินเฟ้อ จากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้น เปรียบเสมือน ภาษีภูมิรัฐศาสตร์ ต่อผู้บริโภคทั่วโลก และ ห่วงโซ่อุปทานสะดุด เบี้ยประกันภัยทางทะเลเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 น่านฟ้าในภูมิภาคตะวันออกกลางถูกปิด ส่งผลให้เที่ยวบินขนส่งสินค้ามูลค่าสูงและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างเอเชียและยุโรปต้องยกเลิกหรืออ้อมเส้นทาง
สถานการณ์ดังกล่าวอาจบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องตรึงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป ส่งผลให้การเติบโตเศรษฐกิจโลกชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบรุนแรงต่ออาเซียนและประเทศไทย
สำหรับภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิและศูนย์กลางการผลิต รายงาน ISP ระบุว่ามีความเสี่ยงสูง ประเทศไทยพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางถึงร้อยละ 80 เพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ รัฐบาลไทยได้สั่งการจัดตั้ง Energy War Room เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง
ข้อมูล ณ วันที่ 4 มีนาคม ระบุว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้เพียง 61 วันเท่านั้น ส่งผลให้รัฐบาลต้องประกาศระงับการส่งออกน้ำมันดิบเป็นการชั่วคราวเพื่อรักษาปริมาณน้ำมันภายในประเทศให้ได้มากที่สุด
ในด้านเศรษฐกิจ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ออกโรงเตือนว่า หากสงครามยืดเยื้อ อัตราการขยายตัวของ GDP ไทยในปี 2569 อาจลดลงเหลือเพียงร้อยละ 1.3 เท่านั้น ขณะที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักอาจได้รับผลกระทบหนัก โดยคาดว่านักท่องเที่ยวจากกลุ่มอ่าวเปอร์เซียจะลดลงถึงร้อยละ 80
ด้านกระทรวงการต่างประเทศได้เริ่มดำเนินการสำรวจและวางแผนอพยพแรงงานไทยที่มีจำนวนกว่า 100,000 คนในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงสูงอย่างอิหร่าน อิรัก และคูเวต ปัจจุบันเริ่มมีการส่งคนไทยกลับจากอิหร่านแล้วบางส่วน
ข้อเสนอเชิงนโยบายของ ISP เพื่อให้ประเทศไทยอยู่รอดในวิกฤต
สถาบัน ISP ได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ 2 มาตรการ ดังนี้
- มาตรการเร่งด่วน: ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าพยุงราคาขายปลีก โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลไม่ให้พุ่งสูงเกินระดับวิกฤต 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เร่งลงทะเบียนและอพยพแรงงานในพื้นที่เสี่ยงสูง เช่น อิหร่าน อิรัก และคูเวต นำทุนสำรองระหว่างประเทศ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท และช่วยเหลือผู้ส่งออกที่ต้องแบกรับค่าขนส่งที่แพงขึ้นร้อยละ 50
- มาตรการกลาง: กระจายแหล่งพลังงานไปยังแอฟริกาและอเมริกา ลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง ส่งเสริมบทบาทสนามบินสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางการบินปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง วางยุทธศาสตร์ปกป้องอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการลงทุนต่างชาติ โดยใช้ประโยชน์จากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของประเทศจำนวน 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจโดยรวม
ISP สรุปว่าความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะจุดอีกต่อไป แต่เป็นสงครามยืดเยื้อระดับภูมิภาคที่อาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างการค้าพลังงานโลกอย่างถาวร ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากปฏิกิริยาชั่วคราวสู่แผนรับมือที่แข็งแกร่ง โดยเสริมความมั่นคงพลังงานและใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศปกป้องหัวใจอุตสาหกรรมและผลประโยชน์ชาติ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในปี 2569



