สนค. เตือนวิกฤตตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจไทย ราคาน้ำมันพุ่ง-ท่องเที่ยวชะลอ-แรงงานเสี่ยงรายได้หด
วิกฤตตะวันออกกลางกระทบไทย ราคาน้ำมันพุ่ง-ท่องเที่ยวชะลอ

วิกฤตตะวันออกกลางซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย ราคาน้ำมันพุ่ง-ท่องเที่ยวชะลอ-แรงงานเสี่ยงรายได้หด

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ออกมาเปิดเผยรายงานวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งกำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย โดยเฉพาะภาวะช็อกด้านอุปทานน้ำมันที่อาจปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันถึง 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานและกดดันอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก รวมถึงในไทยผ่านราคาค่าขนส่ง ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าไฟฟ้า

ผลกระทบด้านการท่องเที่ยวและแรงงานไทยในพื้นที่เสี่ยง

ด้านการท่องเที่ยว คาดว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่มีกำลังซื้อสูง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์ ซึ่งนิยมเดินทางมาไทยเพื่อการพักผ่อนและรับบริการทางการแพทย์ (Medical Tourism) อาจชะงักลงจากข้อจำกัดในการเดินทางและความกังวลเรื่องความปลอดภัย แม้ไทยจะไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ความไม่สงบระดับโลกอาจทำให้นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นเกิดความกังวลในการเดินทางระยะไกล (Long-haul) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสแรกของปี

สำหรับด้านแรงงานและการบริโภคภายในประเทศ รายได้เงินโอนระหว่างประเทศจากแรงงานไทยกว่า 77,000 คนในพื้นที่เสี่ยง หากต้องอพยพกลับประเทศ จะส่งผลให้รายได้ที่ส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวในภาคเกษตรและท้องถิ่นลดลง และเพิ่มภาระด้านการจัดหางานภายในประเทศของภาครัฐ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์อาจทำให้ภาคครัวเรือนชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าคงทนหรือสินค้าฟุ่มเฟือย เพื่อเก็บเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ตลาดเงินและการลงทุนผันผวนจากความตึงเครียด

ด้านบรรยากาศการลงทุนและเสถียรภาพตลาดเงิน ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นอาจส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายเงินทุน ส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงของผู้นำเข้าและส่งออก ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอาจทำให้โครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่อยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจถูกชะลอออกไปเพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาวหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

มาตรการรับมือของไทยและสถานการณ์น้ำมันโลก

ก่อนหน้านี้ กลุ่ม OPEC+ นำโดยซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ได้จัดการประชุมผ่านระบบออนไลน์เพื่อประเมินสถานการณ์หลังเกิดความขัดแย้งรุนแรงในตะวันออกกลาง โดยมีมติสำคัญคือเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบขึ้น 206,000 บาร์เรลต่อวัน เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดและลดความร้อนแรงของราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น แต่มีการประเมินตลาดว่า แม้จะเพิ่มกำลังการผลิต แต่นักวิเคราะห์กังวลว่าปริมาณที่เพิ่มขึ้นนี้อาจไม่เพียงพอหากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ

ทางด้านไทย กระทรวงพลังงานได้ยกระดับมาตรการรับมือเพื่อป้องกันวิกฤตพลังงานภายในประเทศ โดยระงับการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศชั่วคราว เพื่อสำรองไว้ใช้ภายในประเทศให้ได้นานที่สุด โดยปริมาณสำรองปัจจุบัน ข้อมูลวันที่ 1 มีนาคม 2569 ไทยมีน้ำมันสำรองรวมประมาณ 7,660 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานได้ประมาณ 60 วัน และได้สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเพิ่มการผลิตก๊าซในอ่าวไทย และเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงแหล่งผลิตออกไปก่อน เพื่อลดการนำเข้า LNG จากต่างประเทศ ส่วนการผลิตไฟฟ้า สั่งให้โรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าพลังน้ำเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต เพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่การนำเข้าก๊าซธรรมชาติหยุดชะงัก

ในปี 2568 ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่า 912,913 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คิดเป็น 43% ซาอุดีอาระเบีย 12% และกาตาร์ 3% ขณะที่ราคาพลังงานโลก ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 79.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 9% จากวันศุกร์ และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย ราคาอาจพุ่งไปแตะ 90 ดอลลาร์ภายในสัปดาห์นี้ โดยฉากทัศน์สูงสุด หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อและมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าราคาอาจพุ่งสูงเกิน 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ในระยะเวลาอันสั้น

การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและภาพรวมการค้า

สำหรับการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ กระทรวงการคลังได้จัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กระทรวงการต่างประเทศได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ และเอกอัครราชทูตของไทย และเตรียมการอพยพในกรณีจำเป็น กระทรวงแรงงานตั้งศูนย์วอร์รูมติดตามสถานการณ์และประสานการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง และกระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานและทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลกติดตามสถานการณ์และทำแผนรับมือ

สำหรับภาพรวมมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยกับประเทศคู่ขัดแย้งหลัก ได้แก่ อิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ปี 2568 พบว่า สหรัฐอเมริกาเป็นคู่ค้าสำคัญลำดับต้นของไทย โดยมีสัดส่วนการส่งออกไทยในระดับสูงและไทยเกินดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และประเด็นการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างใกล้ชิด

ในขณะที่อิสราเอลมีมูลค่าการค้าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับคู่ค้าหลักของไทย มีการขยายตัวในบางช่วงเวลา เช่นเดียวกับอิหร่านมีสัดส่วนการค้าอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับการค้ารวมของไทย ซึ่งไทยเกินดุลการค้า ทั้งนี้ อิหร่านมีการนำเข้าสินค้าไทยบางส่วนผ่านประเทศที่สามโดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงผู้ค้าคนกลางจากอินเดีย ทำให้มีข้อจำกัดในการแสดงมูลค่าการค้าบางส่วนที่อาจจะไม่สะท้อนในสถิติการค้าโดยตรงที่เป็นทางการระหว่างไทยกับอิหร่าน

การค้าระหว่างไทยกับอิหร่านในภาพรวมมีขนาดค่อนข้างเล็ก โดยในปี 2568 ไทยมีมูลค่าการค้ารวมกับอิหร่าน 146.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.02% ต่อมูลค่าการค้ารวมของไทยกับทั่วโลก และปี 2568 ไทยส่งออกไปอิหร่าน 136.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่าเพียง 9.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยเกินดุลการค้า 127.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการส่งออกของไทยไปอิหร่านส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมแปรรูป ได้แก่ อาหารแปรรูป ผลไม้กระป๋อง ยางพารา และชิ้นส่วนยานยนต์

ส่วนการค้าระหว่างไทยกับอิสราเอลในภาพรวมพบว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอิสราเอลค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับการค้ารวมของไทย ซึ่งในปี 2568 ไทยมีมูลค่าการค้ารวมกับอิสราเอล 1,376.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.20% ต่อมูลค่าการค้ารวมของไทยกับทั่วโลก และปี 2568 ไทยส่งออกไปอิสราเอล 777.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นำเข้ามีมูลค่า 599.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยเกินดุลการค้า 177.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้การส่งออกของไทยส่งไปอิสราเอลมีสินค้าสำคัญ ได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วน อาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุตสาหกรรม ขณะที่การนำเข้าส่วนใหญ่เป็นเคมีภัณฑ์ เครื่องจักร และเทคโนโลยีเฉพาะด้าน

ดังนั้นภาพรวม แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ด้วยข้อจำกัด ผลกระทบโดยตรงต่อการค้าไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ควรติดตามผลกระทบทางอ้อมผ่านราคาพลังงาน ค่าระวางเรือ และความเสี่ยงด้านธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด ส่วนอิสราเอลเป็นตลาดขนาดเล็กถึงปานกลางของไทย ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อการค้ารวมของไทยยังจำกัด แต่ควรติดตามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเส้นทางโลจิสติกส์ในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด