เบื้องหลังฟุตบอลโลก จากสามหมื่นล้านสู่แสนล้านบาทใน 20 ปี
เบื้องหลังฟุตบอลโลก จากสามหมื่นล้านสู่แสนล้านบาท

ทุกๆ 4 ปี จะมีช่วงเวลาที่ผู้คนทั่วโลกหันมาจับตาการแข่งขันเดียวกัน นั่นคือ "ฟุตบอลโลก" มหกรรมกีฬาที่ไม่ได้เป็นเพียงเกมในสนาม แต่กลายเป็นอุตสาหกรรมระดับโลกที่สร้างเม็ดเงินมหาศาล ตั้งแต่ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด สปอนเซอร์ โฆษณา ไปจนถึงธุรกิจท่องเที่ยวและบันเทิง ทุกครั้งที่ฟุตบอลโลกเริ่มต้นขึ้น ประเด็นที่ถูกพูดถึงเสมอคือ "ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด" ที่แต่ละประเทศต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อให้ประชาชนได้รับชมแบบถูกลิขสิทธิ์

เบื้องหลังเม็ดเงินมหาศาล

เบื้องหลังของรายได้มหาศาลนี้คือ FIFA หรือสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ เจ้าของสิทธิ์การแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในองค์กรกีฬาที่มีรายได้สูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะรายได้จากค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดที่กลายเป็นเส้นเลือดหลักขององค์กร ข้อมูลจากรายงานทางการเงินของ FIFA ในรอบงบประมาณ 4 ปี ย้อนหลัง 5 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2007 ถึงปี 2026 สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจฟุตบอลโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดดทั้งในแง่รายได้รวมและรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด

FIFA ทำเงินเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าในรอบ 20 ปี

ย้อนกลับไปฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ FIFA มีรายได้รวมตลอดรอบงบประมาณประมาณ 132,800 ล้านบาท (คำนวณจากค่าเงินบาทเฉลี่ยราว 31.7 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) โดยกว่า 76,400 ล้านบาทมาจากค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 57% ของรายได้ทั้งหมด ต่อมาฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิล รายได้รวมเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 185,800 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยราว 32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่รายได้จากลิขสิทธิ์ทีวีอยู่ที่ประมาณ 78,900 ล้านบาท ฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย รายได้รวมขยับขึ้นอีกเป็นประมาณ 207,400 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยราว 32.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) และมีรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดประมาณ 101,000 ล้านบาท คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด ส่วนฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ FIFA ทำรายได้รวมสูงถึงประมาณ 265,700 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยราว 35.1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) โดยเป็นรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดประมาณ 120,400 ล้านบาท

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

สำหรับฟุตบอลโลก 2026 ที่จะจัดขึ้นในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก FIFA ได้ปรับประมาณการรายได้รวมขึ้นไปแตะระดับประมาณ 421,700 ล้านบาท (อิงค่าเงินบาทเฉลี่ยปัจจุบันราว 32.44 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดใหม่ขององค์กร เฉพาะรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดเพียงอย่างเดียว คาดว่าจะสูงถึงประมาณ 126,500 ล้านบาท

ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกพุ่งจากสี่หมื่นล้านสู่แสนล้านบาท

หากเปรียบเทียบย้อนหลัง จะเห็นว่ามูลค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกเติบโตขึ้นมหาศาลในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ฟุตบอลโลก 2002 ที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพร่วม FIFA มีรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดประมาณ 41,300 ล้านบาท (ค่าเงินบาทเฉลี่ยราว 43 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) ฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 63,100 ล้านบาท (ค่าเงินบาทเฉลี่ยราว 38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) จากนั้นตัวเลขพุ่งขึ้นต่อเนื่องในทุกทัวร์นาเมนต์

  • ปี 2010 แอฟริกาใต้: ราว 76,400 ล้านบาท
  • ปี 2014 บราซิล: ราว 78,900 ล้านบาท
  • ปี 2018 รัสเซีย: ราว 101,000 ล้านบาท
  • ปี 2022 กาตาร์: ราว 120,400 ล้านบาท
  • ปี 2026 แคนาดา เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา: คาดการณ์สูงถึง 126,500 ล้านบาท

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าฟุตบอลโลกในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันกีฬา แต่กลายเป็น "คอนเทนต์ระดับโลก" ที่มีมูลค่าทางธุรกิจมหาศาล

ทำไมฟุตบอลโลก 2026 ถึงคาดว่าจะทำเงินได้มากที่สุด?

หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก โดย Sky Sports รายงานว่าฟุตบอลโลก 2026 จะมีการขยายขนาดทัวร์นาเมนต์ในหลายด้าน ได้แก่

  • จำนวนทีมเพิ่มจาก 32 ทีม เป็น 48 ทีม
  • จำนวนแมตช์เพิ่มจาก 64 นัด เป็น 104 นัด
  • ปรับรูปแบบจาก 8 กลุ่ม เป็น 12 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม
  • ทีมอันดับ 1 และ 2 ของแต่ละกลุ่ม และทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุด 8 ทีม จะผ่านเข้าสู่รอบ 32 ทีมสุดท้าย
  • ทีมแชมป์จะต้องลงแข่งขันสูงสุด 8 นัด จากเดิม 7 นัด

การเพิ่มจำนวนทีมและแมตช์หมายถึง "เวลาถ่ายทอดสด" ที่เพิ่มขึ้นมหาศาล และจะเป็นครั้งแรกที่มี "Halftime Show" ในฟุตบอลโลก ซึ่งถูกมองว่าเป็นอีกพื้นที่สร้างรายได้สำคัญ คล้ายกับ Super Bowl ที่ค่าโฆษณาระหว่างถ่ายทอดสดพุ่งสูงกว่า 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อ 30 วินาที หรือราว 230-250 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าลิขสิทธิ์ สปอนเซอร์ โฆษณา และรายได้จากตั๋วเข้าชม ขณะเดียวกัน การจัดแข่งขันใน 3 ประเทศใหญ่ของอเมริกาเหนือยังช่วยขยายตลาดผู้ชมไปยังประเทศที่มีกำลังซื้อสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ FIFA จะประเมินว่าฟุตบอลโลก 2026 จะเป็นทัวร์นาเมนต์ที่สร้างรายได้สูงที่สุดตั้งแต่เคยมีมา

แล้วเงินมหาศาลเหล่านี้ FIFA นำไปใช้อะไร?

แม้หลายคนอาจมองว่า FIFA คือผู้รับผลประโยชน์หลักจากฟุตบอลโลก แต่ในความเป็นจริง รายได้จำนวนมหาศาลเหล่านี้ถูกนำกลับไปกระจายต่อในระบบฟุตบอลทั่วโลกผ่านหลายโครงการสำคัญ หนึ่งในนั้นคือ "FIFA Club Benefits Programme" หรือโครงการชดเชยให้สโมสรที่ปล่อยนักเตะไปรับใช้ทีมชาติในฟุตบอลโลก FIFA จะจ่ายเงินให้สโมสรแบบรายวัน เฉลี่ยประมาณ 356,000 บาทต่อวันต่อนักเตะหนึ่งคน ครอบคลุมทั้งช่วงเก็บตัวและแข่งขัน รวมถึงแบ่งสัดส่วนให้กับสโมสรเก่าที่เคยพัฒนานักเตะในช่วงก่อนหน้า

อีกส่วนสำคัญคือเงินรางวัลจากการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลกหรือ FIFA Club World Cup รูปแบบใหม่ที่มีเงินรางวัลมหาศาล โดยทีมแชมป์อาจได้รับเงินสูงถึงประมาณ 4,055 ล้านบาท นอกจากนี้ FIFA ยังจัดสรร "Solidarity Funds" หรือเงินสนับสนุนเพิ่มเติมให้กับสโมสรที่ไม่ได้เข้าร่วมแข่งขัน คิดเป็นวงเงินรวมประมาณ 8,110 ล้านบาท เพื่อช่วยรักษาสมดุลทางการเงินของลีกฟุตบอลทั่วโลก ขณะเดียวกันยังมีโครงการสนับสนุนเยาวชนและโครงสร้างพื้นฐานผ่าน "FIFA Forward Programme" ที่จัดสรรงบประมาณให้สมาคมฟุตบอลของแต่ละประเทศนำไปสร้างสนาม พัฒนาศูนย์ฝึกเยาวชน และยกระดับลีกอาชีพ เฉพาะรอบปี 2023-2026 FIFA จัดสรรงบพัฒนาเฉลี่ยประเทศละประมาณ 260 ล้านบาท

จากเกมลูกหนัง สู่ธุรกิจระดับโลก

ฟุตบอลโลกในวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อหา "แชมป์โลก" เท่านั้น แต่กลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดมหาศาลที่ขับเคลื่อนทั้งธุรกิจสื่อ การตลาด โฆษณา ท่องเที่ยว และเศรษฐกิจโลก ยิ่งจำนวนผู้ชมเพิ่มขึ้นมากเท่าไร มูลค่าของ "สิทธิ์ในการถ่ายทอดสด" ก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย และท้ายที่สุด ฟุตบอลโลกจึงไม่ใช่แค่เกมการแข่งขัน 90 นาทีในสนาม แต่คือ "ธุรกิจคอนเทนต์ระดับโลก" ที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาท และยังคงเติบโตขึ้นทุกครั้งที่เสียงนกหวีดเปิดการแข่งขันดังขึ้นอีกครั้ง