จีนประกาศเป้าหมายเศรษฐกิจโต 4.5-5% ต่ำสุดในรอบ 35 ปี รับมือวิกฤตหลายด้าน
ในการประชุมสองสภาที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 4 มีนาคม รัฐบาลจีนได้เปิดเผยรายงานการทำงานของรัฐบาลความยาว 46 หน้า โดยนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ระบุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) สำหรับปีนี้ไว้ที่ระดับ 4.5% ถึง 5% ซึ่งเป็นการปรับลดเพดานลงจากเป้าหมาย "ประมาณ 5%" ในปี 2023 และถือเป็นตัวเลขเป้าหมายที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991 โดยไม่นับปี 2020 ที่ไม่มีการตั้งเป้าหมายเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19
แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15 มุ่งเน้นนวัตกรรมและพลังงานสะอาด
รัฐบาลจีนได้เผยรายละเอียดบางส่วนของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 โดยมุ่งเน้นไปที่การเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การปรับปรุงอุตสาหกรรมการผลิตให้ทันสมัยเพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียว รวมถึงเตรียมดำเนินโครงการสำคัญกว่า 100 โครงการในด้านวิทยาศาสตร์ การขนส่ง และพลังงาน และมุ่งเน้นการลดการปล่อยคาร์บอนและก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนยังคงเชื่อมั่นในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยย้ำว่าปัจจุบันจีนพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลน้อยลงมากจากการปรับตัวสู่พลังงานหมุนเวียนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
อุปสรรคสำคัญที่จีนกำลังเผชิญ
เป้าหมายเศรษฐกิจที่ลดลงสะท้อนถึงความเป็นจริงที่จีนกำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญหลายด้าน ได้แก่:
- วิกฤตอสังหาริมทรัพย์: ภาคส่วนที่เคยครองสัดส่วน 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจจีนยังคงซบเซา ส่งผลกระทบต่อรายได้รัฐบาลท้องถิ่นและการจ้างงาน
- ปัญหาสังคมสูงวัย: อัตราการเกิดที่ลดลงและประชากรวัยทำงานที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง
- วิกฤตพลังงานและสงคราม: ได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ทำให้จีนสูญเสียแหล่งน้ำมันราคาถูก รวมถึงการขาดแคลนน้ำมันจากเวเนซุเอลาหลังการเข้าแทรกแซงของสหรัฐฯ
- สงครามการค้า: มาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อภาคการส่งออก โดยทรัมป์มีกำหนดการเดินทางเยือนจีนเพื่อพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในเดือนเมษายนนี้
ความเห็นจากนักวิเคราะห์
โจว เจิ้ง นักวิเคราะห์นโยบายจาก China Macro Group มองว่าเป้าหมายนี้ "สะท้อนความจริง" เนื่องจากจีนต้องแก้ปัญหาซับซ้อนหลายด้านพร้อมกัน ขณะที่หนิง เล้ง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ให้ความเห็นว่าต้องจับตาดูตัวเลขจริงอย่างใกล้ชิด เพราะข้อมูลอื่นๆ บ่งชี้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจอาจอ่อนแอกว่าที่รายงาน โดยเฉพาะการบริโภคในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร
การประชุมสองสภาครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญที่จีนใช้ในการวางแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมในยุคปัจจุบัน



