เจาะเงินกู้ 4 แสนล้าน ฝ่าวิกฤตแลกหนี้จ่อเพดาน คุ้มค่าหรือภาระอนาคต?
เจาะเงินกู้ 4 แสนล้าน ฝ่าวิกฤตแลกหนี้จ่อเพดาน คุ้มค่าหรือภาระ?

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยกระทรวงการคลังจะดำเนินการกู้เงินเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง วงเงินดังกล่าวแบ่งเป็นสองแผนงานหลัก ได้แก่ การช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ จำนวน 200,000 ล้านบาท อาทิ โครงการไทยช่วยไทยพลัส 30 ล้านคน เดือนละ 1,000 บาท 4 เดือน ลดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท และช่วยเหลือ SME ส่วนอีก 200,000 ล้านบาทใช้ปรับโครงสร้างพลังงานไทย สนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

หนี้สาธารณะจ่อเพดาน 70%

สถานะหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 12,595,731 ล้านบาท คิดเป็น 66.09% ของ GDP การกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก. จะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มเป็น 68.18% ในสิ้นปี 2569 และ 69.88% ในสิ้นปีงบประมาณ 2570 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบไม่เกิน 70% อย่างไรก็ดี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยกล่าวว่าประเทศไทยพร้อมปรับเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% หากจำเป็น

ผลกระทบต่อ GDP และเงินเฟ้อ

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.6% ทำให้ GDP ปี 2569 โต 2.1% จากเดิมที่คาด 1.5% หากกู้เพียง 3 แสนล้าน ส่วนปี 2570 คาด GDP โต 1.6% จากเดิม 2% ด้านอัตราเงินเฟ้อปีนี้คาดอยู่ที่ 3.0-3.1% สูงจากเดิม 2.9% โดยเดือนเมษายน 2569 เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.89% ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของ ธปท. ที่ว่าเงินเฟ้อบางเดือนอาจสูงถึง 4-5% ก่อนทยอยลดลงภายในไตรมาส 2 ปี 2570

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ผลลัพธ์ไม่คุ้มค่า

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า แม้การกู้เงินเพื่อบรรเทาผลกระทบและปรับโครงสร้างพลังงานจะถูกต้องตามทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติยังมีจุดอ่อน โดยเฉพาะการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่อาจมีจำนวนมากเกินความจำเป็น ขณะที่กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีมากกว่า 13 ล้านคน แต่สภาพัฒน์ประเมินกลุ่มเปราะบางไว้เพียง 3.4 ล้านคน นอกจากนี้ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสอาจไม่จำเป็น เนื่องจากวิกฤตเกิดขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่โควิด-19 ทำให้การกระตุ้นตามตำราอาจเพิ่มความเสี่ยงทางการคลัง

ข้อเสนอให้หั่นงบเกินครึ่ง

ดร.นณริฏเสนอว่ารัฐควรกู้เท่าที่จำเป็นและใช้จ่ายอย่างตรงเป้า โดยอาจลดวงเงินลงเกินครึ่งหากปรับปรุงประสิทธิภาพ เช่น ใช้ดิจิทัลหรือ AI คัดกรองผู้ต้องการความช่วยเหลือ และลดการอุดหนุนธุรกิจที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยเฉพาะในส่วนของการปรับโครงสร้างพลังงาน รัฐควรลงทุนเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่เอกชนทำไม่ได้ ส่วนโครงการสีเขียวอื่นๆ ไม่จำเป็นต้องอุดหนุนทั้งหมด

ความเสี่ยงในอนาคต

การกู้เงินครั้งนี้ทำให้หนี้สาธารณะใกล้เพดาน 70% ซึ่งอาจนำไปสู่การขยายเพดานเป็น 75% เนื่องจากเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่าการขึ้นภาษี ดร.นณริฏชี้ว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในยุคหลังไม่ค่อยเกิดผล โดย GDP ที่คาดว่าจะโต 2.1% จากเงินอัดฉีด 4 แสนล้าน (ประมาณ 2% ของ GDP) สะท้อนว่านโยบายมีประสิทธิภาพต่ำ ยิ่งตอกย้ำว่าควรพิจารณาความจำเป็นและความเสี่ยงของวิกฤตในอนาคตอย่างรอบคอบ