เกียรตินาคินปรับจีดีพีไทยเป็น 1.9% หลังเศรษฐกิจดีกว่าคาด ห่วงหนี้สาธารณะปี 2570
เกียรตินาคินปรับจีดีพีไทยเป็น 1.9% ห่วงหนี้สาธารณะปี 2570

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร หรือ เกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า ได้ปรับเพิ่มประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 ขึ้นเป็น 1.9% จากเดิมที่คาดไว้ 1.3% หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ และมีสัญญาณการลงทุนที่ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น

คลังกู้ 4 แสนล้านพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น

เกียรตินาคินประเมินว่า การออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาผลกระทบจากราคาน้ำมันและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน จะช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยคาดว่าจะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้น 0.3% ในไตรมาสที่ 3 และช่วยให้ไทยรอดพ้นภาวะถดถอยทางเทคนิคที่เคยคาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 3 และ 4

อย่างไรก็ตาม การกู้เงินดังกล่าวจะทำให้หนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นแตะเพดาน 70% ภายในปี 2570 และมีแนวโน้มที่จะต้องปรับเพดานหนี้ขึ้นในที่สุด แม้ว่าความกังวลเรื่องเครดิตเรตติ้งอาจยังไม่เป็นประเด็นในระยะสั้น หลังจาก Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจไทยดีขึ้น แต่ก็ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญในอนาคตหากไม่สามารถลดหนี้สาธารณะได้ตามแผนการคลังระยะปานกลาง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

3 ปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลัง: ลงทุน ท่องเที่ยว บริโภค

เกียรตินาคินระบุว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังมีความเสี่ยงจากสงครามอย่างน้อย 3 ช่องทาง ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกที่ขยายตัวดี แต่การลงทุนของไทยมีสัดส่วนการนำเข้าสูงถึง 60-70% โดยเฉพาะ Data Centers ที่อาจสูงถึง 80-85% ขณะที่การส่งออกมีความเสี่ยงจากสินค้าสวมรอยหรือ transshipment สะท้อนจากการนำเข้าที่สูงต่อเนื่องกว่า 20-30% ในหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจมากนัก

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ด้านการท่องเที่ยว คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีอาจหดตัวจากภาวะสงครามและราคาน้ำมันแพง โดย KKP Research ปรับประมาณการนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 31.2 ล้านคนเป็น 31.8 ล้านคน เนื่องจากไตรมาสแรกยังแข็งแกร่ง แต่โดยรวมทั้งปีจะหดตัวติดต่อกันเป็นปีที่สอง

ส่วนการบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากราคาพลังงาน แม้จะมีมาตรการไทยช่วยไทย แต่ราคาพลังงานที่สูงขึ้นคาดว่าจะยังคงเป็นแรงกดดัน โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยที่หนี้ครัวเรือนสูงอยู่แล้ว

ห่วงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดซ้ำเติมเศรษฐกิจ

เกียรตินาคินยังกังวลว่าบัญชีเดินสะพัดของไทยมีโอกาสเปลี่ยนเป็นขาดดุล ทั้งจากปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยชั่วคราว โดยการลงทุนของเอกชนที่เร่งตัวทำให้การนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น แม้จะได้รับการชดเชยจาก FDI แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริงอาจไม่สร้างมูลค่าเพิ่มมากนัก นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้านำเข้า การนำเข้าบริการ subscription และ AI รวมถึงค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ล้วนกดดันดุลบัญชีเดินสะพัด

หากรวมกับผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ภาคท่องเที่ยวอ่อนแอ และการขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้น อาจนำไปสู่ภาวะ Twin Deficit คือขาดดุลทั้งการคลังและบัญชีเดินสะพัด ซึ่งจะกดดันค่าเงินบาทอ่อนค่า เงินเฟ้อสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย

คาด กนง. คงดอกเบี้ยนโยบายทั้งปี

เกียรตินาคินคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมตลอดทั้งปี เนื่องจากมองข้ามเงินเฟ้อที่เกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะสูงสุดที่ประมาณ 5% ในช่วงปลายปี 2569 ก่อนจะปรับลดลงในปีหน้า ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม กนง. อาจปรับเปลี่ยนมุมมองหากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเกิน 5% อย่างมีนัยสำคัญ หรือธนาคารกลางอื่นปรับขึ้นดอกเบี้ยจนกดดันค่าเงินบาท

ทิสโก้ปรับเพิ่ม GDP ปีนี้เป็น 1.8% เตือนวิกฤตพลังงาน

ด้านนายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า ทิสโก้ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้เป็น 1.8% จากเดิม 1.2% หลังตัวเลขไตรมาสแรกดีกว่าคาดและมีมาตรการกระตุ้น แต่คาดว่าปีหน้าจะชะลอลงเหลือ 1.7% เนื่องจากฐานสูงและการหมดมาตรการชั่วคราว

ทิสโก้ชี้ว่า แม้ตัวเลขไตรมาสแรกจะดูดี แต่เมื่อเจาะลึกพบสัญญาณความเปราะบาง โดยการส่งออกที่ขยายตัวดีส่วนใหญ่เป็นสินค้าทางผ่านหรือรับจ้างประกอบ โดยเฉพาะชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์และหน่วยประมวลผลข้อมูลที่มีความเชื่อมโยงระหว่างนำเข้าและส่งออกสูงถึง 0.85 และ 0.92 ตามลำดับ ขณะที่การลงทุนรวมเติบโต 9.9% แต่จำนวนโรงงานปิดกิจการมากกว่าเปิดใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็ก

ทิสโก้ประเมินว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยบวก GDP ได้ราว 0.3% แต่เป็นการประคองมากกว่ากระตุ้นและมีผลชั่วคราว เนื่องจากตัวทวีคูณทางการคลังต่ำ พร้อมเตือนว่าหากสงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจดีดขึ้นอีก 40-50% และเสี่ยงขาดแคลน ส่งผลให้ปุ๋ยและเม็ดพลาสติกขาดตลาด ราคาอาหารปรับขึ้น ธุรกิจบางรายต้องหยุดผลิต และอัตราการว่างงานเริ่มสูงขึ้น

ด้านค่าเงินบาท ทิสโก้มองว่ามีแนวโน้มอ่อนค่า โดยในช่วง 3 เดือนข้างหน้ามีโอกาสแตะ 34.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจัยกังวลเงินเฟ้อสหรัฐฯ แนวโน้มดุลการค้าและบัญชีเดินสะพัดขาดดุลสูง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีที่อาจพุ่งแตะ 2.5-2.8% จากความเสี่ยงเงินเฟ้อและปริมาณพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น หากสงครามยืดเยื้ออีก 3-4 เดือน อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งแรง 40-50% และค่าเงินบาทอ่อนค่าไปไกลกว่าระดับ 34.0 บาท