วิกฤตพลังงาน! น้ำมันฮ่องกงทะลุ 15 ดอลลาร์/แกลลอน แพงสุดในโลก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
น้ำมันฮ่องกงทะลุ 15 ดอลลาร์/แกลลอน แพงสุดในโลก (03.04.2026)

วิกฤตพลังงาน! น้ำมันฮ่องกงทะลุ 15 ดอลลาร์/แกลลอน แพงสุดในโลก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพ

ในขณะที่ราคาน้ำมันในสหรัฐอเมริกาถูกมองว่าสูงแตะระดับ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน แต่สถานการณ์ในฮ่องกงกลับรุนแรงกว่าเมื่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งทะลุ 15 ดอลลาร์ต่อแกลลอน กลายเป็นราคาที่แพงที่สุดในโลก ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่ทวีความรุนแรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตามรายงานของ CNN เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569

ราคาน้ำมันดีดตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง

ชาวฮ่องกงกำลังต้องแบกรับภาระราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงที่สุดในโลก โดยราคาพุ่งไปแตะระดับ 15.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอน หรือประมาณลิตรละ 150 บาท ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงกว่าราคาน้ำมันในสหรัฐอเมริกาถึงเกือบ 4 เท่าตัว สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันในฮ่องกงดีดตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงในเดือนมีนาคม คือความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เหตุการณ์นี้ได้ตัดขาดสายป่านทางการพลังงานของประเทศในแถบเอเชียที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าผ่านเส้นทางนี้

ฮ่องกงซึ่งเป็นเกาะที่ต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมดจึงได้รับผลกระทบเป็นอันดับต้น ๆ แม้ว่าก่อนหน้านี้ฮ่องกงจะเป็นเมืองที่น้ำมันแพงที่สุดในโลกอยู่แล้วเนื่องจากปัจจัยด้านภาษีและค่าเช่าที่ดินที่สูงลิ่ว แต่สงครามครั้งนี้กลับกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ

เจสัน กัน ที่ปรึกษาธุรกิจอิสระในฮ่องกง ผู้ขับรถยนต์ขนาดเล็ก เปิดเผยว่า แม้เขาจะมีบัตรสมาชิกส่วนลดต่าง ๆ แต่ราคาน้ำมันที่เขาต้องจ่ายในตอนนี้พุ่งสูงขึ้นกว่าร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม เขายังเสริมอีกว่าสถานการณ์นี้ทำให้ชาวฮ่องกงจำนวนมากเลือกที่จะเดินทางข้ามพรมแดนไปยังเมืองเซินเจิ้นของจีนแผ่นดินใหญ่ เพื่อซื้อของ กินข้าว และที่สำคัญที่สุดคือ "เติมน้ำมัน" ซึ่งมีราคาถูกกว่าในฮ่องกงถึง 3 เท่า

ในขณะเดียวกัน "หลิว" ไรเดอร์ส่งอาหารได้ระบายความในใจว่า อาชีพของเขากำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะค่าน้ำมันในการไปส่งอาหารแต่ละมื้อเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ค่ารอบหรือค่าจ้างที่ได้รับกลับเท่าเดิม ทำให้การวิ่งงานในแต่ละวันแทบจะไม่เหลือเงินกำไรหลังหักค่าน้ำมัน ปรากฏการณ์นี้กำลังส่งสัญญาณเตือนว่า ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นกำลังลามไปสู่ภาคบริการและร้านอาหาร ซึ่งท้ายที่สุดจะถูกส่งต่อให้ผู้บริโภคผ่านราคาอาหารที่แพงขึ้น

การตอบสนองจากรัฐบาลและความกังวลทางเศรษฐกิจ

ขณะที่ จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง ได้ออกมาแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบที่ผันผวน พร้อมให้คำมั่นว่าจะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลฮ่องกงยังคงสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า ความมั่นคงทางพลังงานของเมืองยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากฮ่องกงนำเข้าผลิตภัณฑ์น้ำมันกว่าร้อยละ 80 จากจีนแผ่นดินใหญ่ โดยแถลงการณ์ของรัฐบาลฮ่องกงระบุว่าได้การสนับสนุนที่แข็งแกร่งจากมาตุภูมิ ทำให้ฮ่องกงสามารถรักษาเสถียรภาพในการจัดหาพลังงานท่ามกลางภาวะขาดแคลนพลังงานในหลายภูมิภาคทั่วโลก

นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า แม้ว่าจำนวนผู้เป็นเจ้าของรถยนต์ส่วนตัวในฮ่องกงจะมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 8.4 ของประชากรทั้งหมด 7.5 ล้านคน แต่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะส่งผลกระทบเป็นทอด ๆ เริ่มจากต้นทุนโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะผลักดันให้เกิดเงินเฟ้อในสินค้าอุปโภคบริโภคทุกประเภท นอกจากนี้ยังจะซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจของฮ่องกงที่พยายามจะฟื้นตัวจากการท่องเที่ยวและการบริโภค เนื่องจากประชาชนเริ่มหันไปใช้จ่ายในเมืองเพื่อนบ้านที่มีค่าครองชีพถูกกว่าแทน