สงครามตะวันออกกลางปิดช่องแคบฮอร์มุซ กระทบพลังงานโลก ดีเซลขึ้น 14 บาท ฉุดจีดีพีไทยร่วง 0.56%
วันนี้ (2 เม.ย.2569) นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่ทำให้ราคาพลังงานทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ปรับเพิ่มขึ้น 48% จากลิตรละ 29.94 บาท มาอยู่ที่ 44.24 บาท หรือเพิ่มขึ้น 14.30 บาทต่อลิตร ส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนเม็ดพลาสติกและปุ๋ยยูเรียที่ตึงตัวตามมา
ผลกระทบทางเศรษฐกิจไทยรุนแรง
จากการวิเคราะห์พบว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลทุก 1 บาท จะฉุดให้จีดีพีไทยลดลง 0.04% และมีผลต่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.32% ดังนั้น ในภาพรวมขณะนี้ น้ำมันดีเซลปรับราคาขึ้นไปแล้ว 14.30 บาท/ลิตร จะฉุดให้จีดีพีของไทยลดลงแล้ว 0.56% และดันเงินเฟ้อให้ปรับสูงขึ้นพุ่งถึง 4.56% รวมทั้งยังทำให้การบริโภคภาคเอกชนลดลงราว 97,500 ล้านบาท อีกด้วย
10 ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ได้แก่
- โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม
- การขนส่งทางทะเล
- การขนส่งทางชายฝั่งและทางน้ำภายในประเทศ
- การขนส่งทางอากาศ
- การขนส่งทางรถไฟ
- การขนส่งทางบก
- การทำเหมืองแร่ดีบุก
- การทำประมงในทะเลและชายฝั่ง
- การขนส่งสินค้าทางบก
- การผลิตยางสังเคราะห์และปิโตรเคมี
จะเห็นว่าสาขาการขนส่งครอง 5 ใน 10 อันดับต้น ๆ ที่ได้รับผลกระทบหนักจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล
ประเมิน 3 กรณีตามระยะเวลาความขัดแย้ง
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้จัดทำการประเมินผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางไว้ 3 กรณี ตามระยะเวลาของความขัดแย้ง ดังนี้
- กรณีที่ 1: ความขัดแย้งระยะปานกลาง 3 เดือน (โอกาสเกิด 45%) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้น 1.91% ฉุดจีดีพีลดลง 1.07%
- กรณีที่ 2: ความขัดแย้งยืดเยื้อ 6 เดือน (โอกาสเกิด 45%) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้น 2.82% ฉุดจีดีพีลดลง 2.31%
- กรณีที่ 3: ความขัดแย้งไม่มีกำหนดยุติ คลุมช่วงที่เหลือของปีนี้ (โอกาสเกิด 10%) อัตราเงินเฟ้อเฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้น 3.67% ฉุดจีดีพีลดลง 3.24%
เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตติดลบหากสงครามลากยาว
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางจบได้ภายใน 3 เดือน เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 1% ลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 2% แต่หากสงครามจบใน 6 เดือน เศรษฐกิจไทยจะโตติดลบ 0.3% และกรณีเลวร้าย สงครามลากยาวถึงสิ้นปี เศรษฐกิจไทยอาจจะโตติดลบ 1.6%
ส่วนกรณีที่มีความกังวลว่าเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation นั้น ยืนยันว่าไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะดังกล่าว แต่เป็นภาวะที่มีแรงกดดันเสี่ยงทำให้เกิด Stagflation เนื่องจากจะต้องเข้าเกณฑ์ครบทั้ง 4 ข้อ ได้แก่ เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพราว 1-2%, เงินเฟ้อสูงเกินเป้าหมายต่อเนื่อง, อัตราการว่างงานสูง และเหตุการณ์ข้างต้นเกิดพร้อมกันติดต่อกันอย่างน้อย 2-3 ไตรมาส โดยขณะนี้เศรษฐกิจไทยเข้าเกณฑ์เพียงเงื่อนไขเดียวเท่านั้นคือจีดีพีโต 1.5% ซึ่งต่ำกว่าระดับศักยภาพ
ข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 ด้าน
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล 4 ด้าน ดังนี้
- ด้านน้ำมัน: รัฐบาลควรช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง เช่น การจ่ายเงินอุดหนุนตามเที่ยววิ่งรถจริง, ลดปริมาณวิ่งเปล่า ด้วย Matching Platform ผ่านกรมการขนส่งทางบก
- ด้านไฟฟ้า: เร่งฟื้นโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 600 เมกะวัตต์, เลือก scenario 3 ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อสกัด FT ไม่ให้สร้างต้นทุนรอบสอง
- ด้านเม็ดพลาสติก: จัดหาแนฟทา, โพรเพนจากสหรัฐฯ แอฟริกาตะวันตก หรืออินโดนีเซีย, จัดหา Priority Use List เช่น ยา น้ำเกลือ ถุงมือแพทย์ อาหารบรรจุภัณฑ์ เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้า
- ด้านปุ๋ย: ล็อกสัญญาล่วงหน้าก่อนที่ตลาดโลกจะแย่งซื้อ, ตรึงราคาไม่เกิน 20% จากก่อนวิกฤติ โดยรัฐเข้ามาชดเชยส่วนต่าง, ใส่ปุ๋ยในอัตรา 1/4 ของปกติ เป็นต้น
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคธุรกิจและประชาชน



