ราคาน้ำมันสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565
ในเหตุการณ์ที่สะท้อนความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ราคาน้ำมันสหรัฐฯ ได้ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่น โดยปัจจัยหลักมาจากความกังวลของนักลงทุนที่สงครามในอิหร่านอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อการขนส่งน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของโลก
รายละเอียดการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมัน
ตามรายงานข่าวต่างประเทศ ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าของสหรัฐอเมริกา หรือ WTI พุ่งสูงขึ้นถึง 14.7% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานระดับโลก เพิ่มขึ้น 12.63% และแตะระดับ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 18:06 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก (ET) การเพิ่มขึ้นครั้งนี้ถือเป็นการฟื้นตัวครั้งสำคัญนับตั้งแต่รัสเซียเริ่มการรุกรานยูเครนในปี 2565 ซึ่งเคยทำให้ราคาน้ำมันผันผวนอย่างรุนแรงมาก่อน
ผลกระทบต่อตลาดหุ้นและเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ในขณะเดียวกัน ความกังวลเกี่ยวกับภาวะช็อกในตลาดพลังงานได้ส่งผลให้ดัชนีหุ้นล่วงหน้าของสหรัฐฯ ร่วงลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- ดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้า (Dow futures) ร่วงลง 851.6 จุด หรือคิดเป็น 2%
- ดัชนี S&P 500 ล่วงหน้าลดลง 1.73%
- ดัชนี Nasdaq ล่วงหน้าลดลง 1.65%
นักวิเคราะห์ชี้ว่า ความกังวลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการที่ภาวะช็อกในตลาดพลังงานอาจกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกา เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงในครั้งนี้
ผลกระทบต่อราคาน้ำมันเบนซินปลีกในอเมริกา
จากข้อมูลของสมาคมยานยนต์อเมริกัน (AAA) ระบุว่า ผลกระทบจากการโจมตีอิหร่านครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในอเมริกาพุ่งแตะ 3.45 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 16% จากสัปดาห์ก่อนหน้านั้น สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กับต้นทุนพลังงานสำหรับผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน
โดยสรุป เหตุการณ์ราคาน้ำมันสหรัฐฯทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นสัญญาณของความไม่แน่นอนในตลาดพลังงานโลก แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อในระยะต่อไปอีกด้วย



