สศช.เผย 4 ฉากทัศน์สงครามอิหร่านกระทบเศรษฐกิจไทยหนัก หากยืดเยื้อ 6-9 เดือน จีดีพีปี 2569 โตเพียง 0.2% เสี่ยงภาวะ Stagflation
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยผลการประเมินฉากทัศน์ทางเศรษฐกิจฉบับล่าสุด หลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ โดยเตือนว่าไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่ราคาสินค้าแพงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ผลจำกัด
4 ฉากทัศน์สงครามที่กระทบเศรษฐกิจไทย
สศช.ได้วิเคราะห์ระดับความรุนแรงของสถานการณ์ออกเป็น 4 รูปแบบ ดังนี้
- ฉากทัศน์ที่ 1: สงครามวงจำกัด (สิ้นสุดใน 2 เดือน) – การปะทะในหลายพื้นที่และการโจมตีกลับจากอิหร่านจะส่งผลให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้รับผลกระทบในระยะสั้น ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 85-95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อของไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.7% และจีดีพีไทยปี 2569 ขยายตัวได้เพียง 1.4%
- ฉากทัศน์ที่ 2: สงครามยกระดับภูมิภาค (ยืดเยื้อ 3-5 เดือน) – โครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำมันเสียหาย อุปทานพลังงานโลกหดตัวลง เกิดภาวะ Supply Chain Disruption ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นสู่ระดับ 105-115 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อของไทยแตะ 4.4% และจีดีพีไทยลดลงเหลือขยายตัวเพียง 0.9%
- ฉากทัศน์ที่ 3: สงครามเต็มรูปแบบและยืดเยื้อ 6-9 เดือน – การปะทะระหว่างอิหร่านและพันธมิตรกับสหรัฐฯ-อิสราเอลขยายวงกว้าง อุปทานพลังงานโลกไม่ฟื้นตัว เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันรุนแรง ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแตะระดับ 135-145 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อของไทยแตะ 5.8% และจีดีพีไทยร่วงลงเหลือขยายตัวเพียง 0.2%
- ฉากทัศน์ที่ 4: สงครามมหาอำนาจ – หากยุโรป จีน และรัสเซียเข้าร่วมสงคราม จะเกิดการขาดแคลนพลังงานและอาหารอย่างหนักทั่วโลก เศรษฐกิจโลกดำดิ่งสู่ภาวะถดถอยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์นี้รุนแรงเกินกว่าจะประเมินเป็นตัวเลขได้แน่ชัดในขณะนี้
นายดนุชากล่าวเสริมว่า "ในภาวะเช่นนี้ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร หรือเรียกได้ว่ากระตุ้นยังไงก็เอาไม่ขึ้น สิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญคือมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ และการเตรียมรับมือปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทาน"
ธปท.ปรับลดคาดการณ์จีดีพีเหลือ 1.3-1.7% พร้อมมาตรการช่วยประชาชน
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลางคาดว่าจะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ลดลงเหลือ 1.3-1.7% ซึ่งต่ำกว่าประมาณการล่าสุดที่ 1.9% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ 2.5-3.5% โดยแบ่งเป็น 2 กรณีหลัก
- กรณีที่ 1: สงครามจบภายใน 2 สัปดาห์ – คาดว่าจีดีพีจะอยู่ที่ 1.7% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 2.5%
- กรณีที่ 2: สงครามคาดว่าจบภายในมิถุนายน 2569 – มองว่าจีดีพีจะอยู่ที่ 1.3% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 3.5%
ผู้ว่าการ ธปท. ยืนยันว่า นโยบายการเงินยังมีความผ่อนคลายเต็มที่ และยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้น เนื่องจากเงินเฟ้อครั้งนี้เกิดจากต้นทุนที่สูงขึ้น ไม่ใช่ความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้น
เตรียมลดค่าธรรมเนียมธนาคารและต่ออายุมาตรการ LTV
ธปท.เตรียมประกาศมาตรฐานใหม่สำหรับค่าธรรมเนียมประมาณ 15-17 รายการ เพื่อสร้างความเป็นธรรมมากขึ้น เช่น
- ค่ารักษาบัญชี: ปรับลดให้เหลือมาตรฐานเดียวกันที่ 20 บาทต่อเดือน จากเดิมบางแห่งคิด 50-500 บาท
- ค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านระบบบาทเน็ต (BAHTNET): ปรับลดจาก 250 บาท เหลือประมาณ 100 บาท
- ค่าธรรมเนียมการกดเงินสด (Cash Advance): กำลังหารือเพื่อปรับลดจากปัจจุบันบางแห่งอยู่ที่ 3% ซึ่งมองว่าสูงเกินไป
นอกจากนี้ ธปท.จะต่ออายุมาตรการ LTV (Loan-to-Value) เกณฑ์การกำหนดเพดานสินเชื่อที่อยู่อาศัยไปอีก 1 ปี จนถึงมิถุนายน 2570 เพื่อสนับสนุนการซื้อที่อยู่อาศัยและภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยมาตรการเหล่านี้คาดว่าจะประกาศลงราชกิจจานุเบกษาได้ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้



