AI แย่งงาน! ตลาดจ้างงานหดตัว 9.6% ชี้แรงงานรุ่นใหม่เสี่ยงตกงานสูง
AI แย่งงาน ตลาดจ้างหด 9.6% เด็กจบใหม่เสี่ยงตกงาน

AI กำลังแย่งงาน! ตลาดจ้างงานหดตัว 9.6% ชี้แรงงานรุ่นใหม่เสี่ยงตกงานสูง

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยรายงานจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดงานพบการจ้างงานลดลงถึง 9.6% เมื่อเปรียบเทียบแบบปีต่อปีในช่วงไตรมาสที่ 2 ถึงไตรมาสที่ 4 ระหว่างปี 2567–2568 จาก 642,216 เป็น 580,505 ตำแหน่ง

อาชีพไหนเสี่ยงถูก AI แย่งงานมากที่สุด?

จากการวิเคราะห์ข้อมูลประกาศรับสมัครงานออนไลน์ พบว่า อาชีพหลักที่ได้รับผลกระทบจาก AI ได้แก่ วิศวกรซอฟต์แวร์ กราฟฟิกดีไซเนอร์ นักบัญชี และวิศวกรโยธา โดยความต้องการแรงงานในอาชีพเหล่านี้ลดลงสอดคล้องกับภาพรวม ยกเว้นนักบัญชีที่ยังมีการเติบโตถึง 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

  • วิศวกรซอฟต์แวร์: จำนวนประกาศตำแหน่งงานลดลง 5.3% แต่สัดส่วนตำแหน่งที่ต้องการทักษะ AI สูงถึง 22.2% แสดงว่า AI กลายเป็นมาตรฐานทักษะใหม่
  • กราฟฟิกดีไซเนอร์: จำนวนงานลดลงฮวบฮาบ 13.0% ซึ่งแย่กว่าตลาดรวม ขณะที่ความต้องการทักษะ AI เติบโตเกือบ 100% เนื่องจากโมเดลสร้างภาพอย่าง "Nano Banana" ของ Google Gemini สามารถผลิตงานออกแบบพร้อมใช้ได้ในไม่กี่นาที
  • นักบัญชี: แสดงความแข็งแกร่งสวนกระแส โดยมีสัดส่วนความต้องการทักษะ AI ต่ำเพียง 1.3% เนื่องจากงานที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบทางกฎหมายและการตรวจสอบยังต้องอาศัยมนุษย์
  • วิศวกรโยธา: สัดส่วนงานที่ต้องการทักษะ AI มีเพียง 0.7% การหดตัวของงานมาจากการซบเซาตามวัฏจักรเศรษฐกิจเป็นหลัก

AI ช่วยคนมีประสบการณ์ แต่ตัดโอกาสเด็กจบใหม่

ข้อมูลชี้ว่า ประกาศงานที่ระบุทักษะด้าน AI มีสัดส่วนที่ต้องการประสบการณ์ทำงานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปสูงกว่า และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนว่านายจ้างมอง AI เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับแรงงานที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว มากกว่าสำหรับแรงงานระดับเริ่มต้น

ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับงานวิจัยของ McKinsey Global Institute ที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง เมื่อ AI เปลี่ยนบทบาทของมนุษย์จาก "ผู้ลงมือทำ" เป็น "ผู้กำกับดูแล" ส่งผลให้ตลาดแรงงานเกิดภาวะ "Seniority Bias" หรือความลำเอียงที่ต้องการแต่ผู้มีประสบการณ์มากขึ้น

กระทบโครงสร้างระยะยาว ส่อขาดแรงงานในอนาคต

แรงงานระดับเริ่มต้นที่เคยทำงาน routine จะถูกแทนที่ด้วย AI มากขึ้น ขณะที่แรงงานระดับอาวุโสที่สามารถกำกับและตรวจสอบ AI ได้จะยิ่งเป็นที่ต้องการ ทำให้โครงสร้างตลาดแรงงานเปลี่ยนไปในทิศทางที่พึ่งพาแรงงานระดับอาวุโสมากขึ้น วงจรนี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงในระดับโครงสร้าง เนื่องจากเด็กจบใหม่มีแนวโน้มถูกกันออกจากตลาดงาน ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างรุ่นขยายตัว และอาจนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูงในอนาคต

ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อรับมือกับวิกฤต

ข้อมูลปี 2568 ชี้ชัดว่า เราไม่อาจปล่อยให้กลไกตลาดจัดการปัญหานี้โดยลำพัง ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจึงเน้นการสร้าง "สะพาน" เพื่อเชื่อม "ช่องว่างประสบการณ์" ที่กำลังถ่างกว้างขึ้น

  1. ภาคการศึกษาต้องเปลี่ยนเกณฑ์วัดผลจากการดูเพียง "ผลลัพธ์สุดท้าย" สู่การให้ความสำคัญกับ "กระบวนการคิดและการตรวจสอบ" เพื่อสร้างบัณฑิตที่สามารถรับผิดชอบและต่อยอดผลลัพธ์จาก AI
  2. ภาคเอกชนต้องร่วมมือเปิดพื้นที่ให้เด็กจบใหม่ได้เติบโต ผ่านการออกแบบงานระดับเริ่มต้นใหม่และสร้างเส้นทางอาชีพรองรับสายงานที่มีความเสี่ยงถูกทดแทนสูง
  3. รัฐต้องกำหนดแรงจูงใจหรือมาตรการบังคับเพื่อให้เกิดการปรับโครงสร้างองค์กรแบบ "AI-Human Partnership" ที่เน้นการทำงานร่วมกันมากกว่าการแทนที่เพื่อลดต้นทุน

หากไม่เร่งซ่อมแซม "ท่อส่งกำลังคน" ตั้งแต่วันนี้ ประเทศไทยอาจต้องเผชิญวิกฤตขาดแคลนแรงงานทักษะสูงอย่างรุนแรง ในวันที่ AI ถูกประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง