วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซปิด! การโจมตีสหรัฐฯ-อิสราเอลปะทะอิหร่าน ส่งผลน้ำมัน-LNG หยุดชะงักทั่วโลก
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกับอิหร่านได้จุดชนวนวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการค้าพลังงานโลก ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) โดยเฉพาะประเทศไทยที่พึ่งพา LNG เพื่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจในมิติภูมิรัฐศาสตร์โลก
ช่องแคบฮอร์มุซ: จุดยุทธศาสตร์พลังงานที่สำคัญที่สุด
ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ถือเป็น "จุดอับ" (Chokepoint) ที่สำคัญที่สุดสำหรับการค้าพลังงานโลก ด้วยความกว้างเพียง 33 กิโลเมตร ณ จุดที่แคบที่สุด ช่องแคบแห่งนี้เป็นทางผ่านของน้ำมันดิบประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของอุปทานน้ำมันดิบโลก นอกจากนี้ ยังเป็นทางผ่านของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปริมาณมหาศาลถึง 85 ล้านตันต่อปี หรือราวร้อยละ 21 ของการค้า LNG ทั่วโลก
วิกฤตการณ์ล่าสุด: การโจมตีเต็มรูปแบบและการตอบโต้
วิกฤตการณ์ครั้งล่าสุดเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการร่วมโจมตีอิหร่านอย่างเต็มรูปแบบในทุกมิติ ทั้งฐานทัพเรือ โรงงานนิวเคลียร์ และศูนย์บัญชาการ IRGC ผลลัพธ์ที่รุนแรงที่สุดคือการเสียชีวิตของ อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน การตอบโต้จากอิหร่านเกิดขึ้นในทันทีผ่านการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการโจมตีด้วยโดรนต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของกาตาร์และซาอุดีอาระเบีย
ผลกระทบทันทีต่อการเดินเรือและโลจิสติกส์
ผลกระทบทันทีต่อการเดินเรือคือ การสัญจรหยุดชะงัก โดยปริมาณเรือบรรทุกน้ำมันลดลงทันทีร้อยละ 70 และกลายเป็นศูนย์ในเวลาต่อมา มีเรือมากกว่า 150 ลำต้องทิ้งสมอนิ่งอยู่นอกช่องแคบเพื่อความปลอดภัย เกิดการโจมตีเรือพาณิชย์ โดยศูนย์ข้อมูลทางทะเลร่วม (JMIC) ยกระดับความเสี่ยงสู่ระดับวิกฤต "CRITICAL" หลังจากเรือ SKYLIGHT เกิดเพลิงไหม้จากการถูกโจมตี และเรือ MKD VYOM ถูกยิงเข้าที่ห้องเครื่องจนมีลูกเรือเสียชีวิต
ข้อมูลจาก The Guardian ระบุว่า ระบบประกันภัยเข้าสู่ภาวะอัมพาต โดยบริษัทประกันภัยรายใหญ่ของโลก เช่น Gard และ Skuld ยกเลิกความคุ้มครองภัยสงครามในพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย ทำให้ค่าขนส่งสินค้าพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว เช่น ค่าตู้คอนเทนเนอร์จากเซี่ยงไฮ้ไปดูไบดีดตัวจาก 1,800 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 3,700 ดอลลาร์สหรัฐ
ความสำคัญของ LNG ต่อเศรษฐกิจโลก
ท่ามกลางวิกฤตพลังงานครั้งนี้ LNG หรือ Liquefied Natural Gas ได้กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงมากขึ้นสำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก LNG คือก๊าซธรรมชาติที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยก๊าซมีเทน ซึ่งถูกนำมาผ่านกระบวนการทำให้เย็นจัดจนถึงอุณหภูมิประมาณ -160 ถึง -162 องศาเซลเซียส การลดอุณหภูมินี้ทำให้สถานะของก๊าซเปลี่ยนเป็นของเหลว และมีปริมาตรลดลงถึง 600 เท่า
คุณสมบัติเด่นของ LNG คือเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาด ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีพิษ และไม่มีฤทธิ์กัดกร่อน ในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อเป้าหมาย Net Zero Emission 2050 LNG ถูกมองว่าเป็นพลังงานสะพานเชื่อม (Bridge Fuel) ที่สำคัญที่สุด ด้วยเหตุผลดังนี้:
- ลดการปล่อยคาร์บอน: เมื่อนำไปใช้แทนถ่านหิน LNG จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าร้อยละ 50
- เสริมความมั่นคงให้พลังงานหมุนเวียน: LNG ทำหน้าที่เป็นพลังงานสำรองที่สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ทันที
- กระจายความเสี่ยง: การพึ่งพา LNG ช่วยให้หลายประเทศไม่ต้องติดกับดักการพึ่งพาท่อส่งก๊าซจากประเทศเพื่อนบ้านเพียงแห่งเดียว
LNG เส้นเลือดใหญ่ระบบพลังงานไทย
ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคนำเข้า LNG อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2554 เมื่อปริมาณก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยและเมียนมาเริ่มลดน้อยลง รัฐบาลจึงมอบหมายให้ ปตท. (PTT) และต่อมาคือ กฟผ. (EGAT) ดำเนินการจัดหาเพื่อความมั่นคง โครงสร้างพื้นฐานระดับมาตรฐานสากล บริษัท PTT LNG ได้สร้างสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Terminal) ที่มาบตาพุดและหนองแฟบ โดยปัจจุบันมีกำลังการแปรสภาพก๊าซรวมถึง 19 ล้านตันต่อปี (MTPA)
สัดส่วนการใช้ LNG ในประเทศไทยแยกตามประเภทธุรกิจ ได้แก่:
- ภาคการผลิตไฟฟ้า (ร้อยละ 63): เป็นกลุ่มผู้ใช้รายใหญ่ที่สุด LNG ถูกส่งไปยังโรงไฟฟ้าบางปะกงของ กฟผ. รวมถึงผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) และรายเล็ก (SPP)
- ภาคอุตสาหกรรม (ร้อยละ 35): ใช้เป็นพลังงานความร้อนในกระบวนการผลิต และเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ปุ๋ย และโรงงานเหล็ก
- ภาคขนส่ง (ร้อยละ 2): นอกจากรถยนต์ NGV แล้ว ปัจจุบันประเทศไทยกำลังมีเทรนด์ใหม่คือรถบรรทุกที่ใช้ LNG เป็นเชื้อเพลิงโดยตรง
วิกฤตตะวันออกกลางกระแทกเศรษฐกิจไทย
แม้ประเทศไทยจะมีแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย แต่ความจริงคือ ไทยยังต้องนำเข้า LNG จากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกาตาร์ ประมาณร้อยละ 20 ของการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งก๊าซส่วนนี้คิดเป็นร้อยละ 30 ของปริมาณการใช้ก๊าซรวมในประเทศ เมื่อแหล่งผลิตที่เขตอุตสาหกรรม ราส ลัฟฟาน และเขตอุตสาหกรรม เมไซอีด ถูกโจมตีจากอิหร่าน ผลักดันให้ราคา LNG ในยุโรปพุ่งสูงขึ้นร้อยละ 24 มาอยู่ที่ 53.6 ยูโร/MWh
ผลกระทบต่อคนไทยคือ ค่าไฟฟ้า (Ft) ต้นทุนก๊าซในระบบเฉลี่ยราคาก๊าซธรรมชาติจะพุ่งสูงขึ้น ทุก ๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐ/mmBTU ถ้าราคา LNG เพิ่มขึ้น จะดันต้นทุนก๊าซเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 9.3 บาท/mmBTU จะทำให้เกิดภาวะขาดแคลนชั่วคราว โรงไฟฟ้าบางแห่งอาจต้องเปลี่ยนไปใช้น้ำมันดีเซลแทนก๊าซ ซึ่งมีราคาแพงกว่าและปล่อยมลพิษมากกว่า ผลลัพธ์คือแรงกดดันเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงานที่ส่งผ่านสู่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีแผนรับมือ โดยเพิ่มก๊าซจากอ่าวไทยและเมียนมา จัดหา spot LNG เพิ่ม และเตรียมมาตรการฉุกเฉินจากกระทรวงพลังงาน



