กระทรวงพลังงานชี้แจง 'ค่าการกลั่น' ไม่ใช่ 'กำไรสุทธิโรงกลั่น' หลังพุ่งสูงผิดปกติ
พลังงานชี้แจง 'ค่าการกลั่น' ไม่ใช่ 'กำไรสุทธิโรงกลั่น'

กระทรวงพลังงานชี้แจง 'ค่าการกลั่น' ไม่ใช่ 'กำไรสุทธิโรงกลั่น' หลังพุ่งสูงผิดปกติ

กระทรวงพลังงานออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า "ค่าการกลั่น" ไม่ใช่ "กำไรสุทธิของโรงกลั่น" ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ตามสถานการณ์ตลาดน้ำมันโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศโจมตีอิหร่านต่อไปอีก 2-3 สัปดาห์ ส่งผลให้ประเทศไทยยังเผชิญกับราคาน้ำมันในระดับสูงต่อเนื่อง

คำถามถึงความจริงใจในการประกาศราคาน้ำมัน

ท่ามกลางสถานการณ์ราคาขายปลีกในประเทศที่ปรับสูงขึ้นนี้ มีคำถามเกิดขึ้นมากมายถึงความจริงใจของการประกาศราคาแต่ละครั้ง โดยหนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงคือ "ค่าการกลั่น" ที่หลายคนสงสัยว่าแท้จริงแล้วคือ "กำไรสุทธิของโรงกลั่น" หรือไม่

นายกรณ์ จาติกวณิช ได้โพสต์เฟซบุ๊กตั้งประเด็นถึงโรงกลั่นน้ำมัน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  1. วิธีการกำหนดราคาขายเป็นราคาสิงคโปร์ที่รวมค่าขนส่งสมมติว่าต้องขนจากสิงคโปร์มาไทย ทั้งที่โรงกลั่นอยู่ในประเทศไทย ซึ่งวิธีนี้ทำให้ราคาน้ำมันสูงเกินจริง
  2. โรงกลั่นช่วงนี้ได้กำไรแบบลาภลอยจากน้ำมันดิบในสต๊อกที่ราคาสูงขึ้นมาก
  3. ค่าการกลั่นปัจจุบันพุ่งขึ้นเป็น 6.33 บาทต่อลิตร สูงกว่าระดับก่อนวิกฤตถึง 3 เท่า

พรรคประชาธิปัตย์จึงได้เสนอว่า รัฐบาลควรเก็บ "ค่าธรรมเนียมลาภลอย" 3 บาทต่อลิตรเข้ากองทุนน้ำมัน

รัฐมนตรีพลังงานยอมรับค่าการกลั่นพุ่งสูงผิดปกติ

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีพลังงาน ยอมรับว่า ค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นผิดปกติเฉลี่ยอยู่ที่ 7 บาทต่อลิตรในเดือนมีนาคม จากระดับปกติ 2-3 บาทต่อลิตร โดยล่าสุดในช่วงต้นเดือนเมษายน ค่าการกลั่นขึ้นไปเกือบ 14 บาทต่อลิตร

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

รัฐมนตรีพลังงานจึงใช้อำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เข้าไปทบทวนสูตรราคาหน้าโรงกลั่น โดยจะนำราคาน้ำมันดิบดูไบมาพิจารณาประกอบ และอาจมีการกำหนดเพดานค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมประมาณ 3-4 บาทต่อลิตร

มาตรการนี้คาดว่าจะส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดลงได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว โดยตั้งเป้าให้มีผลในทางปฏิบัติก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้

ความหมายที่แท้จริงของ "ค่าการกลั่น"

หากพิจารณาความหมายของคำว่า "ค่าการกลั่น" หรือ Gross Refining Margin (GRM) จะพบว่าเป็นเพียงส่วนต่างระหว่างมูลค่าเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมัน กับต้นทุนเฉลี่ยน้ำมันดิบอ้างอิงเท่านั้น

ค่าการกลั่นจึงเป็นเพียงตัวสะท้อนส่วนต่างของราคาในช่วงเวลาหนึ่ง โดยยังไม่รวมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของโรงกลั่น เช่น ค่า Crude Premium ค่าขนส่งและค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย ค่าเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าซ่อมบำรุง ค่าแรง ดอกเบี้ย และภาษี

ค่า Crude Premium คือส่วนต่างราคาน้ำมันดิบอ้างอิงและราคาน้ำมันดิบที่มีการซื้อขายจริง ซึ่งอาจเป็นบวกหรือลบขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานของน้ำมันในตลาด

ดังนั้น "ค่าการกลั่น" จึงไม่ใช่ "กำไรสุทธิของโรงกลั่น" เพราะธุรกิจน้ำมันเป็นธุรกิจที่มีความผันผวนสูง ค่าการกลั่นมีทั้งช่วงที่เป็นบวกและติดลบ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาดในขณะนั้น

ยิ่งในช่วงที่มีความตึงเครียดหรือเกิดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน ราคาน้ำมันสำเร็จรูปมักปรับขึ้นเร็วกว่าน้ำมันดิบ ทำให้ค่าการกลั่นเพิ่มสูงขึ้น แต่ก็เป็นเพียงตัวสะท้อนส่วนต่างราคาของตลาดน้ำมันในช่วงเวลานั้นๆ เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ค่าการกลั่นอาจเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ตามสถานการณ์ตลาดน้ำมันโลก โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์หรือภาวะสงคราม ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนด้านการขนส่ง การประกันภัย และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องปรับสูงขึ้นได้ทันที