“พิพัฒน์” คาใจน้ำมันล่องหน ตั้งข้อสังเกตใครแอบส่งออกทางเรือหรือไม่
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่สมาพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยออกมาประท้วงเรียกร้องว่ามีการนำสต๊อกน้ำมันเก่ามาขายในราคาปัจจุบัน โดยชี้แจงว่า การสั่งซื้อน้ำมันดิบนั้นไม่ใช่สั่งวันนี้แล้วได้ทันที แต่เป็นการสั่งซื้อล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน
ขอเห็นใจโรงกลั่นรับความเสี่ยง เพราะคาดการณ์ราคาไม่ได้
นายพิพัฒน์ ระบุว่า น้ำมันในปัจจุบันเป็นการสั่งซื้อก่อนมีการสู้รบในตะวันออกกลาง หรือสั่งซื้อราคาถูกแล้วนำมาขายแพง แต่ต้องถามกลับว่าหากในวันนี้สั่งซื้อน้ำมันดิบ ในราคา 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอีก 3 เดือนข้างหน้า รับน้ำมันดิบเข้ามาที่คลัง แต่ปรากฏว่าสงครามยุติ และราคาน้ำมันดิบลงไป 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากจะขายแพงก็คงรับไม่ได้เช่นกัน ลักษณะนี้คือ “แฟร์ทูแฟร์” เพราะมีกติกาการค้าขายและการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่จะได้ประโยชน์อย่างเดียว
“ขอฝากผู้ประกอบการและประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ว่าวันที่รับซื้อราคาถูก มีกำไร ณ วันนี้ แต่เมื่อสงครามยุติ ถามกลับว่าเขาขาดทุนหรือไม่ เชื่อว่าทุกคนคิดตัวเลข บวกลบคูณหารเป็น เพราะฉะนั้นต้องให้ความยุติธรรมกับโรงกลั่นและผู้ประกอบการเช่นกัน” นายพิพัฒน์ กล่าว
เผย “นายกฯ” เรียกประชุมทั้งระบบ 19 มี.ค.หาสาเหตุ
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนเองก็เป็นเจ้าของสถานีบริการน้ำมัน แต่ไม่ได้มีโรงกลั่น จึงมีความเสี่ยงน้อยในการซื้อและขายน้ำมัน แตกต่างจากโรงกลั่น “ตนซื้อมาขายไปวันต่อวัน จึงไม่สามารถตอบแทนโรงกลั่นได้ทั้งหมด จึงฝากผู้ประกอบการกับผู้ใช้น้ำมันในปัจจุบันให้เข้าใจว่าไม่มีใครอยากกลั่นแกล้งใคร”
ส่วนที่ผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันบางแห่ง ระบุว่า ถูกตัดโควตาน้ำมันลงไปถึง 50% นั้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เชิญทุกฝ่ายตั้งแต่โรงกลั่น ผู้ประกอบการ ขนส่ง และจ๊อบเบอร์ มาร่วมประชุมในวันพรุ่งนี้ (19 มี.ค.) ที่รัฐสภา “เพื่อมาแก้ผ้าดูทีละคนว่าใครเป็นคนกักตุนน้ำมัน ใครที่โกหก พรุ่งนี้จะเอามาเข้าเครื่องจับเท็จทุกคน”
“สิ่งที่โรงกลั่นประกาศว่ามีน้ำมัน กระทรวงพลังงานบอกไม่ช็อต ปตท.ก็บอกไม่ได้ช็อต แต่ทำไมน้ำมันกลั่นออกมาแล้ว คลังน้ำมัน หรือซัพพลายเออร์ ไม่ได้รับน้ำมันเหมือนปกติ ซ้ำร้ายไม่มีน้ำมันขาย เพราะฉะนั้นใครเท็จ ก็เชื่อว่าพรุ่งนี้พวกเราคงจะได้รู้” นายพิพัฒน์ กล่าวเสริม
ตั้งคำถามน้ำมันหายไปไหน มีใครส่งออกทางเรือหรือไม่
นายพิพัฒน์ ยังระบุว่า ตนเองในฐานะเจ้าของสถานีบริการน้ำมันก็รู้สึกไม่สบายใจ เพราะไม่ได้มีปั๊มน้ำมันยี่ห้อเดียว โดยต้องเปรียบเทียบในแต่ละบริษัทว่าดูแลซัพพลายเออร์หรือแฟรนไชส์ของตัวเองอย่างไร ยกตัวอย่างปั๊ม ก.ได้รับน้ำมันไปขายวันละ 10,000-15,000 ลิตร แต่วันนี้บางยี่ห้อขายให้ปั๊ม ก.เหลือแค่ 4,000-5,000 ลิตร จึงตั้งคำถามถึงน้ำมันหมื่นลิตรว่าหายไปไหน
ส่วนระบบการขนส่งน้ำมันมีส่วนหรือไม่นั้น นายพิพัฒน์ ยอมรับว่า ระบบขนส่งก็มีส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด สิ่งสำคัญ คือ หน้าคลังน้ำมันไม่มีน้ำมันจ่าย สะท้อนสิ่งใด พร้อมตั้งคำถามว่าน้ำมันออกจากโรงกลั่นแล้วหายไปไหน มีใครส่งออกน้ำมันทางเรือไปขายหรือไม่ รวมทั้งถามไปยังกรมธุรกิจพลังงานว่าได้งดการส่งออกน้ำมันแล้วหรือยัง
“ส่วนนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ยังไม่สบายใจว่าสุดท้ายได้ห้ามส่งออกทางเรือแล้วหรือยัง โดยเป็นการสันนิษฐาน เพราะมีทางส่งออกไปขายได้ทางเดียว คือ การปล่อยให้ส่งออกทางทะเล หรือโรงกลั่นโกหก เพราะไม่มีน้ำมันจริง หรือกระทรวงพลังงานโกหก คุณไม่มีน้ำมันในสต๊อก เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ข้อเท็จจริง” นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานประกาศเมื่อวานนี้ว่ายังมีสต๊อก 101 วัน ขณะที่โรงกลั่นก็กลั่นออกมาเต็มกำลัง ดังนั้นเมื่อกลั่นเต็มกำลัง น้ำมันต้องมีขาย แต่ในความเป็นจริงกลับพบปัญหาขาดแคลน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องหาคำตอบในการประชุมวันที่ 19 มีนาคมนี้



