วิกฤตน้ำมันขาดตลาด: ปัญหาจริงคือคอขวดขนส่งหรือกลไกราคา 2 มาตรฐาน?
วิกฤตน้ำมันขาดตลาดในประเทศไทยกำลังเป็นประเด็นร้อนแรง โดยมีข้อถกเถียงว่าสาเหตุหลักเกิดจากปัญหาคอขวดการขนส่งที่ไม่ทันการตามที่ภาครัฐมอง หรือเกิดจากกลไกราคา 2 มาตรฐานระหว่างปั๊มแบรนด์ใหญ่กับปั๊มอิสระ ปรัชญ์อร ประหยัดทรัพย์ บรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ได้วิเคราะห์ในรายการข่าวค่ำ ไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 เพื่อถอดรหัสโครงสร้างธุรกิจน้ำมันในประเทศให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
โครงสร้างธุรกิจน้ำมันและปัญหาการกระจาย
จากการวิเคราะห์พบว่า ในจำนวนปั๊มน้ำมันกว่า 26,000 แห่งทั่วประเทศ ไม่ได้เป็นปั๊มของแบรนด์ใหญ่ทั้งหมด แต่มีปั๊มรายย่อยหรือปั๊มอิสระเกือบ 20,000 ราย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานที่กระจุกตัวหนาแน่นกว่า ทำให้พื้นที่เหล่านี้เป็นกลุ่มแรกที่สะท้อนปัญหาขาดแคลนน้ำมันหน้าปั๊ม
กลไกการกระจายน้ำมันจากโรงกลั่นไปสู่สถานีบริการต่างๆ จะผ่านตัวกลางที่เรียกว่า jobber ซึ่งอาจเป็นบริษัทค้าน้ำมันหรือบริษัทที่มีคลังน้ำมัน โดยทำหน้าที่ซื้อตรงจากโรงกลั่นเพื่อกระจายให้ลูกค้าประเภทต่างๆ เช่น โรงงาน ขนส่ง ผู้ค้าปลีก สหกรณ์ หรือหน่วยงานราชการ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรัฐบาลใช้นโยบายตรึงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ทำให้ราคาน้ำมันที่ jobber ซื้อมามีราคาแพงกว่าราคาหน้าปั๊มถึงกว่า 10 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ไม่มีใครซื้อน้ำมันจาก jobber และหันไปแย่งซื้อที่ปั๊มแทน จนเกิดสถานการณ์ขาดแคลน
มุมมองภาครัฐและข้อสังเกตเพิ่มเติม
อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มองว่าปัญหาหลักเกิดจากคอขวดในการขนส่ง แม้โรงกลั่นจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 100% แต่รถบรรทุกน้ำมันมีจำนวนจำกัด จึงมีการจำกัดโควตาการจำหน่ายแต่ละปั๊มเพื่อกระจายน้ำมันให้ทั่วถึง
ในขณะที่เส้นทางน้ำมันจากโรงกลั่นซึ่งมีกำลังการผลิตประมาณ 175 ล้านลิตรต่อวัน แบ่งเป็นน้ำมันเบนซิน 32-33 ล้านลิตรและน้ำมันดีเซล 75-80 ล้านลิตรต่อวัน ช่องทางแรกจะส่งไปยังปั๊มแบรนด์ใหญ่ประมาณ 6,000 แห่งผ่านรถบรรทุกน้ำมัน ส่วนช่องทางที่สองคือผ่าน jobber ไปยังปั๊มอิสระประมาณ 20,000 แห่ง
ปั๊มอิสระเหล่านี้ต้องซื้อน้ำมันในราคาหน้าโรงกลั่นที่ 38 บาทต่อลิตร ทำให้ขายแพงกว่าราคาที่รัฐบาลตรึงไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร มีข้อสังเกตว่าอาจมีผู้ค้าน้ำมันบางแห่งทำตัวเป็น jobber เพื่อส่งให้ปั๊มอิสระ รวมถึงน้ำมันบางส่วนอาจไหลออกนอกประเทศหรือถูกเก็บไว้ในสต๊อกเพื่อรอราคาใหม่
ต้นตอปัญหาจากนโยบายตรึงราคา
ต้นตอของความบิดเบี้ยวที่นำไปสู่การขาดแคลนอาจมาจากนโยบายตรึงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ในขณะที่ราคาหน้าโรงกลั่นพุ่งสูงถึง 38 บาทต่อลิตร พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่าได้รับทราบปัญหาดังกล่าวและเตรียมหารือกับนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มีนาคม 2569 พร้อมยืนยันจะใช้ทุกมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
วิกฤตน้ำมันขาดตลาดนี้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง โดยสภาพัฒน์ฯ ได้ประเมิน 3 ฉากทัศน์และชี้ว่าทุกการปรับขึ้นราคาน้ำมันอาจฉุดจีดีพีลดลง 0.02% ล่าสุดมีประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 50 สตางค์ต่อลิตรและแก๊สโซฮอล์ 95 ขึ้น 1 บาทต่อลิตร เริ่มตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569



