วิกฤตขาดแคลนน้ำมันหน้าปั๊ม: ปั๊มอิสระ 20,000 แห่งสะท้อนปัญหาจากนโยบายตรึงราคาและคอขวดขนส่ง
ในประเทศไทย มีปั๊มน้ำมันทั้งหมดกว่า 26,000 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้ไม่ได้เป็นปั๊มของแบรนด์ใหญ่ทั้งหมด แต่ยังมีปั๊มรายย่อยหรือปั๊มอิสระอีกเกือบ 20,000 ราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปั๊มอิสระเหล่านี้มักกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีจำนวนมากกว่าปั๊มแบรนด์ใหญ่เสียอีก ปั๊มอิสระกลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่สะท้อนให้เห็นปัญหาการขาดแคลนน้ำมันหน้าปั๊มอย่างชัดเจน
กลไกการกระจายน้ำมันและบทบาทของจ็อบเบอร์
กลไกในการกระจายน้ำมันจากโรงกลั่นไปสู่สถานีบริการต่าง ๆ จะต้องผ่านตัวกลางที่เรียกว่า จ็อบเบอร์ ซึ่งอาจเป็นบริษัทค้าน้ำมันหรือบริษัทที่มีคลังน้ำมันก็ได้ โดยจ็อบเบอร์จะทำหน้าที่ซื้อน้ำมันตรงจากโรงกลั่น เพื่อกระจายให้กับลูกค้าประเภทต่าง ๆ เช่น โรงงาน ขนส่ง ผู้ค้าปลีก สหกรณ์ หรือหน่วยงานราชการ อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาน้ำมันที่จ็อบเบอร์ซื้อมาจากโรงกลั่นแพงกว่าราคาขายปลีกที่รัฐบาลตรึงไว้ เนื่องจากรัฐบาลใช้นโยบายตรึงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาน้ำมันค้าส่งสูงกว่าถึง 10 กว่าบาทต่อลิตร สถานการณ์นี้ทำให้ไม่มีใครต้องการซื้อน้ำมันจากจ็อบเบอร์ และทุกคนต่างแย่งกันซื้อน้ำมันที่ปั๊มแทน จนนำไปสู่ภาวะขาดแคลนน้ำมันในที่สุด
คอขวดในการขนส่งและกำลังการผลิตของโรงกลั่น
อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มองว่าปัญหาหลักที่ทำให้น้ำมันหน้าปั๊มไม่เพียงพอ เกิดจากคอขวดในการขนส่ง แม้ว่าโรงกลั่นจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 100% แล้วก็ตาม แต่จำนวนรถบรรทุกน้ำมันที่มีอยู่นั้นมีจำกัด โรงกลั่นทุกโรงเดินเครื่องเต็มที่ 100% ทางผู้ค้าน้ำมันเมื่อรับน้ำมันมาจะเปิดคลังตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน แต่คอขวดยังคงอยู่ที่รถบรรทุกที่พยายามขนส่งให้ทันกับความต้องการ หากไล่เส้นทางน้ำมันจากโรงกลั่นว่า น้ำมันหายไปไหน ต้นทางเริ่มต้นจากโรงกลั่นน้ำมันที่มีกำลังการผลิตน้ำมันราว 175 ล้านลิตร กลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูป และจะได้น้ำมันเบนซินอยู่ที่ 32-33 ล้านลิตรต่อวัน เป็นน้ำมันดีเซลอีก 75-80 ล้านลิตรต่อวัน
ช่องทางแรกน้ำมันออกจากโรงกลั่นไปสู่ปั๊มที่มีแบรนด์ใหญ่ เช่น ปตท บางจาก พีที เป็นต้น น้ำมันจะถูกขนส่งผ่านรถน้ำมัน ซึ่งบรรจุได้ครั้งละประมาณ 30,000-40,000 ลิตรต่อคัน ไปสู่ปั๊มแบรนด์ใหญ่ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ 6,000 แห่ง ในส่วนนี้ รัฐมนตรีพลังงานอธิบายว่าลักษณะของคอขวดกระจุกตัว เพราะจำนวนรถขนส่งอาจไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงจำเป็นต้องจำกัดโควตาน้ำมันให้แต่ละปั๊ม เช่น จากเดิมเคยจำหน่าย 30,000 ลิตรต่อวันหรือ 100,000 ลิตรต่อวัน อาจต้องลดลง เพราะบริษัทแม่ต้องการให้กระจายน้ำมันอย่างทั่วถึง
สถานการณ์ของปั๊มอิสระและข้อสังเกตที่น่าสนใจ
ช่องทางต่อมาคือจ็อบเบอร์หรือพ่อค้าคนกลาง ที่ส่งน้ำมันไปให้ปั๊มอิสระและภาคธุรกิจขายส่งต่าง ๆ ซึ่งมีปั๊มอยู่ประมาณ 20,000 ปั๊ม แต่ละปั๊มจะมีความจุถังน้ำมันหรือปริมาณการขายขึ้นอยู่กับขนาด ประมาณ 30,000-100,000 ลิตร สิ่งที่น่าสังเกตคือปั๊มอิสระเหล่านี้จะต้องซื้อน้ำมันในราคาหน้าโรงกลั่นที่อยู่ที่ 38 บาทต่อลิตร ทำให้ขายแพงกว่าราคาน้ำมันที่รัฐบาลตรึงไว้ที่ราคาขายปลีกในประเทศไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร
มีการตั้งข้อสังเกตว่า มีความเป็นไปได้ที่ผู้ค้าน้ำมันบางแห่งอาจทำตัวเป็นจ็อบเบอร์เสียเอง ไปส่งให้กับปั๊มน้ำมันอิสระต่าง ๆ โดยบวกราคาและเครือข่าย รวมไปถึงตั้งข้อสังเกตว่าน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากระดับ 70 ล้านลิตรต่อวัน ขึ้นมาที่ 80-90 ล้านลิตรต่อวัน อาจมีบางส่วนที่ไหลออกนอกประเทศ หรือถูกเก็บไว้ในสต๊อกถังน้ำมัน เพื่อรอราคาใหม่หรือไม่ อีกนัยหนึ่งต้นตอปัญหาในระดับฐานรากจริง ๆ มาจากรัฐบาลมีนโยบายตรึงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร แต่ในความเป็นจริง ราคาหน้าโรงกลั่นพุ่งสูงไปถึง 38 บาทต่อลิตร
วิเคราะห์เศรษฐกิจและข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ
พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บล.เกียรตินาคินภัทร แนะนำประชาชนให้เร่งปรับพฤติกรรมการใช้พลังงาน และควบคุมรายจ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมวิเคราะห์วิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลางใน 3 ฉากทัศน์ แม้จะกระทบเศรษฐกิจไทยน้อยที่สุด โดยสามารถขยายตัวได้ที่ระดับร้อยละ 1.8 หากสถานการณ์ยืดเยื้อนานกว่า 6 เดือน จะกระทบราคาน้ำมันในตลาดโลก อาจอยู่ที่ 85-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และกระทบเศรษฐกิจให้ชะลอตัวลง เหลือร้อยละ 1.4 แต่ในกรณีเลวร้าย อาจกระทบราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้น 100-120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล กระทบเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวต่ำกว่าร้อยละ 0.7 และเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยทันที
ขณะที่โครงสร้างราคาพลังงานของไทย ล้วนถูกบิดเบือนจากมาตรการอุดหนุนราคา ทั้งผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และการอุดหนุนค่าไฟ ซึ่งหนี้เหล่านี้ล้วนเป็นหนี้สาธารณะ เช่นเดียวกับเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า วิกฤตพลังงานรอบนี้ต่างจากวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน โดยราคาอาจปรับขึ้นที่ระดับ 80-100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถลดภาษี หรือใช้มาตรการอุดหนุนราคาได้เหมือนอดีต จึงเชื่อว่ารัฐบาลเตรียมแผนกู้เงินเสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันฯ ไม่น้อยกว่า 150,000 ล้านบาท เช่นเดียวกับค่าไฟอาจสูงกว่าหน่วยละ 4 บาท จึงเสนอให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ชะลอนโยบายหาเสียง "คนละครึ่งพลัส" วงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อโยกวงเงินไปใช้รองรับมาตรการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิง หรือการสนับสนุนการออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟท์โลน ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน



