สงครามตะวันออกกลางกระทบความมั่นคงพลังงานไทย นักวิชาการชี้ต้องเร่งแผนรับมือก่อนล่มทั้งระบบ
สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย ซึ่งมีความเสี่ยงสูงจากการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นหลัก โดยนายเรืองศักดิ์ ฐิติรัตน์สกุล ที่ปรึกษาประจำสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เปิดเผยในการเสวนาวิชาการ "ผลกระทบ ทางรอด และการปรับตัวของพลังงานไทย" ว่า วิกฤตพลังงานจากสงครามนี้สร้างความไม่แน่นอนต่อห่วงโซ่อุปทานโลก
จุดเริ่มต้นความขัดแย้งและผลกระทบต่อราคาน้ำมัน
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มต้นตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา จากการโจมตีระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ซึ่งมีสาเหตุจากความขัดแย้งทางศาสนา การแย่งชิงทรัพยากร และปัญหานิวเคลียร์ ในช่วงแรกสงครามกินเวลาเพียง 12 วัน และราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นไปที่ประมาณ 80 เหรียญสหรัฐ ก่อนจะปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป 8 เดือน สถานการณ์ได้ยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบในเดือนมีนาคม โดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลร่วมมือกันโจมตี ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานขึ้นไปถึง 119 เหรียญสหรัฐภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ และทำให้เกิดปัญหาการสะดุดตัวของอุปทานการขนส่งอย่างแท้จริง องค์การพลังงานระหว่างประเทศประเมินว่า อุปทานพลังงานไม่ได้หายไปจากโลก แต่เกิดภาวะชะงักงันของระบบโลจิสติกส์
ความเสี่ยงสูงของประเทศไทยต่อช่องแคบฮอร์มุซ
ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงมากหากเกิดปัญหาความขัดแย้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากปริมาณก๊าซและน้ำมันของโลกประมาณ 20% ต้องเดินทางผ่านช่องแคบนี้ สำหรับประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 90% เพื่อนำมาผลิตเป็นน้ำมันสำเร็จรูป โดยสัดส่วน 50-60% ของน้ำมันดิบที่นำเข้านั้นเดินทางมาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง
"โรงกลั่นทั้ง 6 แห่งของเราถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับลักษณะของน้ำมันดิบจากพื้นที่นั้นเป็นหลัก นั่นหมายความว่าความเสี่ยงด้านพลังงานของไทยกว่าครึ่งหนึ่งผูกติดอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซ โอกาสที่เราจะเผชิญปัญหาอุปทานสะดุดจึงมีสูงถึง 50% หากเกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้น" นายเรืองศักดิ์กล่าว
ส่วนก๊าซธรรมชาตินั้น ไทยสามารถผลิตเองได้ 60% และจำเป็นต้องนำเข้าประมาณ 40% โดยมีเพียง 20-30% ของส่วนที่นำเข้าที่เดินทางผ่านตะวันออกกลาง
แนวทางการรับมือและยุทธศาสตร์ทางรอด
นายเรืองศักดิ์เสนอแนวทางการรับมือและยุทธศาสตร์ทางรอดสำหรับวิกฤตนี้ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นเพื่อลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง นอกจากนี้ยังต้องมีการบริหารจัดการพอร์ตการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวอย่างรัดกุมด้วยการเน้นทำสัญญาระยะยาวเพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนของราคาในตลาดจร
อีกหนึ่งแนวทางสำคัญคือการพิจารณาจัดทำคลังสำรองปิโตรเลียมทางยุทธศาสตร์ โดยอาจประยุกต์ใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ท้ายที่สุดคือการยกระดับการปฏิบัติงานของภาครัฐให้เกิดขึ้นจริง โดยต้องเร่งแก้ไขปัญหาความทับซ้อนในการทำงานระหว่างกระทรวงต่างๆ เพื่อให้การสั่งการเดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลกระทบทางสังคมต่อกลุ่มเปราะบางและแรงงานนอกระบบ
นายบวร ทรัพย์สิงห์ ผู้อำนวยการศูนย์ Social Innovation สถาบันวิจัยสังคม ขยายภาพถึงผลกระทบในมิติทางสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและแรงงานนอกระบบ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มักจะได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกและฟื้นตัวได้ช้าที่สุดเมื่อเกิดวิกฤตพลังงาน
แรงงานกลุ่มนี้เผชิญกับความไม่มั่นคงทางการจ้างงาน ทั้งในด้านรายได้ ชั่วโมงการทำงานที่ไม่แน่นอน และขาดความคุ้มครองทางสวัสดิการ กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือแรงงานที่ต้องใช้พลังงานเป็นต้นทุนหลักในการประกอบอาชีพโดยตรง ได้แก่
- ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ที่มีจำนวนรวมประมาณ 8 แสนคน
- ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างที่มีประมาณ 1-4 แสนคน
- กลุ่มไรเดอร์ส่งอาหารที่มีจำนวนตั้งแต่ 3 แสนไปจนถึง 1 ล้านคน
- กลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอยที่ต้องใช้ก๊าซหุงต้มในการประกอบอาหารอีกกว่า 4 แสนคน
เมื่อเกิดวิกฤตราคาพลังงานแพง แรงงานเหล่านี้มีความเปราะบางสูงเนื่องจากไม่สามารถปรับขึ้นค่าบริการหรือค่าโดยสารได้ตามกลไกตลาดเสรี เพราะมีข้อจำกัดจากการควบคุมของหน่วยงานรัฐอย่างกรมการขนส่งทางบกและข้อกำหนดด้านราคาของแพลตฟอร์มต้นสังกัด
ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่าไรเดอร์หนึ่งคนจำเป็นต้องใช้น้ำมันถึง 3-4 ลิตรต่อวันในการขับขี่ระยะทาง 80-160 กิโลเมตร ทำให้ภาระต้นทุนพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สำหรับข้อเสนอแนะในการรับมือนั้น ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการจัดสรรพลังงานให้กับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและกลุ่มที่มีความจำเป็นทางสังคม เช่น รถพยาบาลและรถตำรวจเป็นลำดับแรก
ระบบขนส่งไทยบริโภคพลังงานสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง
นางสาวอรณิชา อนุชิตชาญชัย นักวิจัยชำนาญการ สถาบันการขนส่ง ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แยกไม่ออกระหว่างระบบขนส่งและพลังงาน โดยระบุว่าภาคคมนาคมขนส่งถือเป็นภาคส่วนที่บริโภคพลังงานสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 40% ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายทั้งหมด
ในสัดส่วนดังกล่าวเป็นการบริโภคพลังงานสำหรับการขนส่งทางถนนสูงถึง 80% ซึ่งพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นปัจจัยหลัก แม้ปัจจุบันจะเริ่มมีการตื่นตัวเรื่องยานยนต์ไฟฟ้า แต่ในความเป็นจริงสัดส่วนการใช้งานยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับระบบภาพรวม
ในแต่ละวันประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันปริมาณมหาศาลสูงถึง 150 ล้านลิตร ซึ่งเทียบเท่ากับการนำรถบรรทุกของเหลวขนาด 2 หมื่นลิตรจำนวน 7,500 คันมาจอดเรียงต่อกันเป็นระยะทางยาวถึง 75 กิโลเมตร หรือเทียบเท่ากับปริมาตรน้ำในสระว่ายน้ำขนาดโอลิมปิกถึง 60 สระ
"ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าชีวิตของระบบขนส่งไทยกำลังขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ มันเหมือนกับเราเอาชีวิตไปฝากไว้กับเพื่อนที่มีความผันผวนสูงและอารมณ์แปรปรวนตลอดเวลาตามสถานการณ์โลก เมื่อพลังงานโลกเกิดความไม่แน่นอน ระบบขนส่งของเราจึงกลายเป็นจุดที่เปราะบางที่สุด" นางสาวอรณิชากล่าว
การเตรียมความพร้อมของภาครัฐและแผนรับมือฉุกเฉิน
นางสาวแทนวรรณ โตโพธิ์กลาง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน อธิบายถึงกระบวนการทำงานและการเตรียมความพร้อมของภาครัฐว่า การบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยข้อมูลที่ครบถ้วนจากทั้งภาคประชาชนและเอกชน
กระทรวงพลังงานได้นำบทเรียนจากวิกฤตราคาพลังงานในช่วงปี 2564-2566 มาปรับปรุงการทำงาน ซึ่งในอดีตรัฐเคยใช้มาตรการเปลี่ยนเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเหลวไปเป็นทางเลือกอื่นที่ต้นทุนต่ำกว่า จนสามารถประหยัดงบประมาณของประเทศไปได้นับแสนล้านบาท
นอกจากนี้ กระทรวงยังได้ดำเนินการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินอย่างต่อเนื่อง โดยแบบจำลองสถานการณ์ล่าสุดได้ครอบคลุมไปถึงความขัดแย้งที่รุนแรงจนส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งการซักซ้อมดังกล่าวทำให้กระทรวงสามารถเตรียมมาตรการรับมือไว้ได้ล่วงหน้าถึง 63 มาตรการ
เมื่อเกิดเหตุการณ์ความตึงเครียดขึ้นจริง กระทรวงพลังงานมีความพร้อมในการเปิดศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ด้านพลังงานเพื่อรวบรวมข้อมูลและสั่งการได้อย่างทันท่วงที เช่น การประกาศระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง การดำเนินการตรึงราคาน้ำมันดีเซล และการขอความร่วมมือในการประหยัดพลังงาน
สำหรับทิศทางในระยะยาว ภาครัฐกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำแผนที่นำทางสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อมุ่งเน้นพลังงานสะอาดและการพึ่งพาตนเองให้มากขึ้น โดยเฉพาะยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยงในการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลวผ่านการทำสัญญาระยะยาวจากแหล่งอื่นๆ
"ภาครัฐไม่สามารถคิดแทนประชาชนหรือภาคเอกชนได้โดยเด็ดขาด การตัดสินใจกำหนดนโยบายหรือมาตรการอุดหนุนใดๆ จะต้องวางรากฐานอยู่บนตัวเลขและข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำ เราต้องการการสนับสนุนจากภาควิชาการอย่างมาก" นางสาวแทนวรรณกล่าวทิ้งท้าย



