วิกฤตพลังงานโลกตึงเครียดจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง กระทรวงพลังงานจับตาการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านอย่างใกล้ชิด
กระทรวงพลังงานของประเทศไทยได้เปิดเผยรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานทั้งในประเทศและต่างประเทศในวันนี้ (21 เมษายน 2569) โดยชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์พลังงานโลกกำลังเผชิญกับความตึงเครียดอย่างรุนแรงจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวนขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยหลักที่กระทบราคาน้ำมันโลกจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงอยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงจะสิ้นสุดลง หลังจากที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เข้ายึดเรือสินค้าของอิหร่านในอ่าวโอมาน ฐานฝ่าฝืนมาตรการปิดล้อม ส่งผลให้อิหร่านออกมาประณามพร้อมขู่ตอบโต้และประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
การปิดช่องแคบฮอร์มุซนี้ทำให้การขนส่งน้ำมันและก๊าซ LNG ทั่วโลกหยุดชะงักลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน การเจรจาสันติภาพรอบที่สองที่ปากีสถานยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แม้ว่าสหรัฐฯ จะแสดงความมั่นใจและเตรียมส่งรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ เข้าร่วมเจรจา รวมถึงอิหร่านระบุว่ากำลังพิจารณาเข้าร่วมด้วยท่าทีเชิงบวก
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยังคงขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านหากประเทศดังกล่าวปฏิเสธข้อตกลง ความผันผวนนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเมื่อวันจันทร์ (20 เมษายน) ปิดพุ่งสูงขึ้นกว่า 6% ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อยในการซื้อขายช่วงเช้าฝั่งเอเชียในวันอังคาร (21 เมษายน) จากความหวังที่การเจรจาอาจเดินหน้าต่อได้
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นลงอย่างรวดเร็ว
โดยภาพรวมราคาปิดตลาดเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 สัญญาน้ำมันดิบ WTI ปิดพุ่งขึ้น 5.76 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 89.61 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบ Brent ปรับเพิ่มขึ้น 5.10 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 95.48 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ Dubai ปรับลดลง 3.70 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 98.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
กระทรวงพลังงานยังเน้นย้ำว่าจำเป็นต้องจับตาทิศทางการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ก่อนกำหนด อาจนำไปสู่วิกฤตด้านอุปทานพลังงานที่รุนแรงยิ่งขึ้นและกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างกว้างขวาง
ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศของไทยยังอยู่ในระดับเพียงพอ
อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 21 เมษายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 114 วัน โดยแบ่งเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 26 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 40 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 23 วัน
สำหรับการผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 19 เมษายน 2569 ประเทศไทยสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ 80.10 ล้านลิตร และจำหน่ายออกไป 51.65 ล้านลิตร แสดงให้เห็นว่าการผลิตยังคงสูงกว่าการจำหน่ายในขณะนี้
ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับลดลง ส่วนฐานะกองทุนน้ำมันยังติดลบหนัก
คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันทั้งกลุ่มดีเซลและเบนซิน ส่งผลให้ราคาขายปลีกกลุ่มดีเซลลดลง 1.20 บาทต่อลิตร ราคาน้ำมันดีเซล B7 ต่อลิตรจึงปรับลดลงเป็น 41.70 บาท และน้ำมันดีเซล B20 เป็น 34.70 บาท
ส่วนราคากลุ่มน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอลยังคงเดิม โดยราคาแก๊สโซฮอล E20 ต่อลิตรอยู่ที่ 35.45 บาท แก๊สโซฮอล 95 ที่ 42.45 บาท และแก๊สโซฮอล 91 ที่ 42.08 บาท
เมื่อเปรียบเทียบราคาน้ำมันขายปลีกของไทยกับประเทศอาเซียน พบว่าราคาน้ำมันเบนซินของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 42.45 บาทต่อลิตร ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา และสิงคโปร์ มีราคาอยู่ระหว่าง 47.66 ถึง 87.06 บาทต่อลิตร
สำหรับราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 41.70 บาทต่อลิตร ส่วนประเทศอื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา และสิงคโปร์ มีราคาอยู่ระหว่าง 44.25 ถึง 117.76 บาทต่อลิตร
อย่างไรก็ตาม ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 21 เมษายน 2569 ยังคงติดลบอยู่ที่ 62,086.03 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 101.11 ล้านบาท สะท้อนถึงภาระทางการเงินที่ยังคงหนักหน่วง
นอกจากนี้ ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่ากระทรวงพาณิชย์ได้อนุมัติให้ขึ้นราคาน้ำมันปาล์มขวด 1-2 บาท เป็น 49-50 บาท เนื่องจากแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น
ในส่วนของอิหร่านได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าพร้อมตอบโต้ภัยคุกคามทุกแบบจากสหรัฐฯ ขณะที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ยังคงมั่นใจในเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย โดยคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับ Baa1



