กรมธุรกิจพลังงานเปิดเผยสาเหตุน้ำมันหมดปั๊ม พร้อมอัปเดตปริมาณสำรองไทยเพียงพอใช้ 95 วัน
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานทั่วโลก ดร.สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ได้เปิดเผยเบื้องลึกถึงสาเหตุที่หลายปั๊มน้ำมันประสบปัญหาขาดแคลน พร้อมอัปเดตข้อมูลปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศไทย ซึ่งยังคงเพียงพอสำหรับการใช้งานได้อีกไม่น้อยกว่า 95 วัน
สาเหตุหลักน้ำมันหมดปั๊ม: ประชาชนแห่เติม 3 เท่าและปัญหาจ็อบเบอร์ขาจร
ดร.สราวุธ ระบุว่า หลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ทำให้ประชาชนเกิดความกังวลว่าน้ำมันอาจขาดแคลนและราคาพุ่งสูงขึ้น จึงแห่ไปเติมน้ำมันเพื่อกักตุนเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ส่งผลให้ปั๊มต้องบริหารจัดการหารถส่งน้ำมันเพิ่ม ซึ่งอาจไม่ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ปัญหาสำคัญอีกประการคือ จ็อบเบอร์ขาจร ซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันที่เปลี่ยนแหล่งซื้อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการทำสัญญาระยะยาวกับโรงกลั่นหรือคลังน้ำมัน เมื่อเกิดวิกฤตจึงประสบปัญหาการหาน้ำมันมาส่งต่อให้ปั๊มอิสระ ซึ่งมีจำนวนประมาณ 16,000 แห่ง จากทั้งหมด 26,000 ปั๊มในประเทศ ในขณะที่ปั๊มแบรนด์ใหญ่ที่มีสัญญาระยะยาวกับโรงกลั่นราว 8,500 แห่ง ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
สถานการณ์น้ำมันสำรองไทย: พอใช้ 95 วัน
ข้อมูล ณ วันที่ 9 มีนาคม 2569 ระบุว่า ปริมาณน้ำมันสำรองของไทยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้:
- น้ำมันสำรองที่อยู่ในประเทศพร้อมใช้งาน รวม 4,792 ล้านลิตร เพียงพอใช้ 39-40 วัน แบ่งเป็นน้ำมันสำรองเพื่อการค้า 1,403 ล้านลิตร (พอใช้ 14 วัน) และน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 3,389 ล้านลิตร (พอใช้ 25 วัน)
- น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ 3,350 ล้านลิตร เพียงพอใช้ 26 วัน
- น้ำมันที่ยืนยันการจัดหาแล้วรอคิวส่งมาประเทศไทย จากเส้นทางอื่นนอกช่องแคบฮอร์มุซ เช่น ทวีปอเมริกาและแอฟริกาตะวันตก ราว 3,700 ล้านลิตร เพียงพอใช้ 30 วัน
รวมแล้วปริมาณสำรองทั้งหมดเพียงพอสำหรับความต้องการใช้ได้ไม่น้อยกว่า 95 วัน
สถานการณ์ก๊าซ LPG และมาตรการรับมือวิกฤตพลังงาน
สำหรับก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ประเทศไทยมีปริมาณคงเหลือทั่วประเทศ 171 ล้านกิโลกรัม แบ่งเป็นก๊าซหมุนเวียน 88 ล้านกิโลกรัม และก๊าซสำรองตามกฎหมาย 83 ล้านกิโลกรัม ซึ่งเพียงพอใช้งานได้ถึง 199 วัน โดยก๊าซ LPG มาจาก 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การผลิตในอ่าวไทย (60%) โรงกลั่นน้ำมันดิบ และการนำเข้าจากต่างประเทศในบางช่วง
ด้านมาตรการจัดการวิกฤตพลังงาน ประเทศไทยแบ่งความรุนแรงออกเป็น 3 ระดับ โดยปัจจุบันอยู่ในระดับที่ 1 เข้าสู่ระดับ 2 ซึ่งมีการดำเนินมาตรการสำคัญ เช่น:
- ระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง 4 ชนิด ยกเว้นการส่งออกไปยังสปป.ลาวและเมียนมา
- เพิ่มอัตราสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง โดยทยอยปรับเพิ่มเป็นขั้นบันได เพื่อให้มีน้ำมันสำรองเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 7 วัน รวมเป็นประมาณ 102 วัน
- ปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาจาก B5 เป็น B7 และส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ E20
- ประชุมเร่งรัดโรงกลั่นให้จัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่น และบริหารการขนส่งให้ต่อเนื่อง
- ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ลิตรละ 29.94 บาท เป็นเวลา 15 วัน
ดร.สราวุธ ยืนยันว่า สถานการณ์ล่าสุดดีขึ้นกว่าสัปดาห์ก่อน และทางการไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการประชุมเพื่อหามาตรการรับมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจในความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ



