จับตาน้ำมันสถิติใหม่ รัฐไม่รับประกันสงกรานต์ทะลุ 70 บาท/ลิตร งัดมาตรการลดภาษี
สถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกยังคงปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีท่าทีจะยุติลง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาขายปลีกในประเทศไทย และทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ขาดสภาพคล่องอย่างหนัก ปัจจุบันติดลบที่ 35,000 ล้านบาท โดยมีเงินไหลออกวันละประมาณ 2,000 ล้านบาท
กองทุนน้ำมันขาดสภาพคล่องหนัก ลดอุดหนุนดีเซลเหลือ 19.12 บาท/ลิตร
นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า จากการที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น กองทุนน้ำมันฯ จำเป็นต้องปรับลดเงินอุดหนุนลง โดยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา อุดหนุนที่ 19.12 บาท/ลิตร ลดลงจากเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่เคยอุดหนุน 26.99 บาท/ลิตร อย่างไรก็ตาม ยังคงช่วยเหลือน้ำมันเฉพาะกลุ่มอยู่ เช่น ดีเซลและกลุ่มแก๊สโซฮอล์
นายพรชัย ยังชี้แจงว่า ไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียก็ปรับราคาดีเซลขึ้นถึงลิตรละ 7 บาท เมื่อคืนที่ผ่านมา และหากดูในภาพรวม ราคาน้ำมันไทยไม่ได้สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านเลย กลับอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำด้วยซ้ำ
ไม่รับประกันสงกรานต์น้ำมันทะลุ 70 บาท/ลิตร
เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ว่าราคาน้ำมันอาจทะลุถึงลิตรละ 70 บาทในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือไม่ นายพรชัย กล่าวว่า ราคาน้ำมันในประเทศไทยขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันในตลาดโลกเป็นหลัก ส่วนความกังวลว่าจะขึ้นถึง 70 บาทหรือไม่นั้น ต้องดูว่ากองทุนน้ำมันมีกำลังมากพอในการรักษาสภาพคล่องได้หรือไม่ หากยังทำได้ก็จะช่วยตรึงราคาน้ำมันได้
“การลดอัตราการอุดหนุนในครั้งนี้จะทำให้สถานะของกองทุนน้ำมันดีขึ้น เรายังมั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการได้ต่อ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคงไม่สามารถการันตีได้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะเพิ่มสูงขึ้นมาเพียงใด คงต้องจับตาดูกันต่อไป” นายพรชัย กล่าวเสริม
นักวิชาการจวกขึ้นราคาฉับพลัน ทำตื่นตระหนก-แนะทยอยขึ้นราคา
ดร. อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มองว่า เป็นไปได้ยากที่จะคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะเพิ่มสูงเท่าไหร่ โดยหากเป็นไปตามกลไกตลาดอย่างแท้จริง ราคาน้ำมันดีเซลในไทยตอนนี้จะอยู่ที่ลิตรละ 58 บาท แต่ส่วนตัวไม่อยากให้ราคาน้ำมันลอยตัวไปถึงระดับนั้น เพราะจะกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน จึงยังต้องมีกองทุนน้ำมันฯ หรือกลไกจากภาครัฐเข้ามาอุดหนุน
ดร.อารีพร เห็นด้วยว่าควรมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันเนื่องจากกองทุนน้ำมันไม่สามารถแบกรับภาระทั้งหมดได้ แต่ปัญหาคือการขึ้นราคา 6 บาท/ลิตร เป็นอัตราที่สูงและเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันเกินไป จนทำให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชน โดยมองว่าการตรึงราคาไว้ที่ 30 บาท/ลิตรไว้เป็นเวลานานในช่วงที่ผ่านมา อาจเป็นท่าทีที่ผิดพลาด ควรทยอยเพิ่มขึ้นทีละนิดตั้งแต่ช่วงนั้น ไม่ใช่มาขึ้น 6 บาทในคืนเดียว
“การที่อยู่ดีๆ มาปรับขึ้น 6 บาทแบบนี้ กระทบความเชื่อมั่นประชาชนอย่างมาก เกิดข้อสงสัยต่อความโปร่งใส เกิดความกังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป จะกระทบต่อค่าครองชีพอย่างไร” ดร.อารีพร กล่าว
รัฐบาลไฟเขียวลดภาษีสรรพสามิต พร้อมมาตรการเยียวยา 7 ด้าน
ล่าสุดในช่วงบ่ายวันนี้ (29 มีนาคม) นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เพื่อหารือวิกฤตพลังงาน ว่า ที่ประชุมเห็นชอบมาตรการเยียวยาเร่งด่วน 7 ด้าน เพื่อลดค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตของประชาชนและผู้ประกอบการ ดังนี้
- ให้กระทรวงการคลัง กลับไปพิจารณาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต ว่าจะลดอย่างไรและในระยะเวลาเท่าใด
- ดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่ม 100 บาท เป็นระยะเวลา 1 เดือน จากนั้นจะมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้ง
- มาตรการสำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันปรับตัวที่สูงขึ้น คือกลุ่มขนส่ง รถบรรทุก และกลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
- การช่วยเหลือภาคเกษตร เบื้องต้นมีโครงการธงเขียว เพื่อสนับสนุนค่าปุ๋ย เพื่อลดต้นทุน พร้อมสนับสนุนให้ใช้ปุ๋ยทางเลือกลดพึ่งพาการนำเข้า
- กลุ่มประมง เยียวยาได้ด้วยการใช้น้ำมัน B20 ซึ่งจะมีต้นทุนต่ำกว่าน้ำมันปกติประมาณ 5-6 บาท
- กลุ่มคู่สัญญากับภาครัฐ กลุ่มผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมก่อสร้าง เกิดการสะดุดอาจส่งมอบงานล่าช้า กระทรวงการคลังจะดูเรื่องขยายเวลาตรวจรับงานที่เหมาะสม
- กลุ่มเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบ ธนาคารออมสินเตรียมวงเงินซอฟต์โลนไว้ที่ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่อง
ดร.อารีพร ยังเสนอว่า รัฐบาลอาจทยอยขึ้นราคาในกลุ่มผู้ใช้น้ำมันทั่วไป และไปเพิ่มการอุดหนุนมากเป็นพิเศษในภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด หรือกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของประเทศมากที่สุด อย่างภาคการขนส่ง ภาคเกษตร หรือครัวเรือนที่เปราะบาง โดยภาครัฐอาจออกแบบกลไก เช่น การให้คูปองแก่กลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ หรืออาจจัดสรรโควตาให้
นอกจากนี้ ดร.อารีพร มองว่า ตอนนี้ภาครัฐเหมือนใช้เพียงกองทุนน้ำมันฯ เป็นเครื่องมือเดียวในการรับมือวิกฤตนี้ ควรใช้มาตรการอื่นเข้ามาช่วยพยุงเพิ่มเติม เช่น การลดภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ถูกเก็บ 2 ขา ซึ่งหากทำได้ก็จะสามารถช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันฯ และลดราคาน้ำมันได้ แต่ก็ต้องแลกด้วยรายได้ภาครัฐที่ลดลง ซึ่งก็ต้องมีการพูดคุยกับกระทรวงการคลังเพื่อหาอัตราที่เหมาะสม



