ดีเซลทะลุ 44.24 บาทต่อลิตร! เดือนเดียวขึ้น 14 บาท เปิดกลไก 'น้ำมันขึ้นง่าย-ลงยาก' โครงสร้างจ่ายแพง
วันที่ 2 เมษายน 2569 กลายเป็นวันหนักหนาสำหรับผู้ใช้รถและผู้ประกอบการไทย เมื่อราคาน้ำมันดีเซลพุ่งแตะ 44.24 บาทต่อลิตร สูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังปรับขึ้นรวดเดียว 3.50 บาทต่อลิตร ซึ่งแรงกว่าข่าวลือที่เคยแพร่กระจายมาก่อนหน้า หากย้อนดูสถิติในรอบเพียงหนึ่งเดือน จะพบว่าน้ำมันดีเซลปรับขึ้นมาแล้วถึง 14 บาท หรือพุ่งขึ้นกว่า 48% นับเป็นการปรับที่เร็วและแรงจนกลายเป็นสถานการณ์บีบคั้นสำหรับคนทั่วไปและเจ้าของธุรกิจ จากรายจ่ายที่พุ่งพรวดในขณะที่รายได้ยังเท่าเดิม
คำถามดังในสังคม: ทำไมน้ำมันขึ้นง่ายแต่ลงยาก?
สังคมไทยกำลังตั้งคำถามอย่างหนักว่า "ทำไมเวลาน้ำมันโลกขึ้น เราขึ้นตามทันที แต่พอน้ำมันโลกลง ทำไมหน้าปั๊มถึงนิ่งสนิท?" โครงสร้างนี้ถูกออกแบบมาเพื่อความมั่นคงของใคร หรือแท้จริงแล้วมันคือกลไกที่ทำให้คนไทยต้องยอมจ่ายแพงอย่างไม่มีทางเลือก? การปรับขึ้นราคา 3.50 บาทต่อลิตรที่เริ่มมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. ของวันนี้ ไม่ได้มาจากราคาน้ำมันดิบโลกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ตัดสินใจลดการชดเชยลง 4.11 บาทต่อลิตร จากเดิมชดเชยอยู่ 21.89 บาท เหลือเพียง 17.78 บาท
กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: จาก 'ตัวช่วย' สู่ 'ตัวฉุด'
นี่คือคำตอบว่าทำไม "น้ำมันขึ้นง่าย" เพราะที่ผ่านมาภาครัฐใช้เงินกองทุนไป "อุ้ม" จนติดลบมหาศาล ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 29 มีนาคม 2569 ระบุว่าฐานะกองทุนฯ มีตัวเลขติดลบอยู่ที่ -42,148 ล้านบาท เมื่อถึงจุดที่สภาพคล่องวิกฤติหรือต้องการรักษาความมั่นคงของกองทุนฯ รัฐจำเป็นต้องปล่อยให้ราคาหน้าปั๊มสะท้อนความจริงมากขึ้น การปรับขึ้นจึงดูรุนแรงและรวดเร็วเพื่อประคองสถานะทางการเงินของประเทศ
โครงสร้างซัพพลายเชน: ผลิตเองได้แต่ทำไมยังแพง?
จากข้อมูลล่าสุดของกรมธุรกิจพลังงาน ณ วันที่ 30 มีนาคม 2569 แสดงให้เห็นโครงสร้างการจัดหาที่น่าสนใจ:
- การจัดหาน้ำมันดิบ: ไทยนำเข้าสูงถึง 175.214 ล้านลิตร โดยสัดส่วนหลัก 53% มาจากตะวันออกกลาง และมีน้ำมันดิบจากในไทยเพียง 9% เท่านั้น
- การผลิต: โรงกลั่นในไทยมีศักยภาพสูง ผลิตน้ำมันดีเซลพื้นฐานได้ 85.413 ล้านลิตร และเบนซินพื้นฐาน 40.655 ล้านลิตร
แม้เราจะมีโรงกลั่นและผลิตน้ำมันสำเร็จรูปได้เอง แต่ราคาต้นทุนอ้างอิงยังต้องผูกกับ "ราคาตลาดโลก (สิงคโปร์)" ที่ประกาศทุกๆ 1 ทุ่ม เพราะน้ำมันดิบส่วนใหญ่เราต้องซื้อเขามา เมื่อต้นทุนโลกขยับ บวกกับค่าเงินบาทที่ผันผวน ต้นทุนหน้าโรงกลั่นจึงพุ่งตามทันที กระทรวงพลังงานได้อธิบายไว้ว่า ค่าการกลั่น (Gross Refining Margin : GRM) คือส่วนต่างระหว่างมูลค่าเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันกับต้นทุนเฉลี่ยน้ำมันดิบอ้างอิง จึงเป็นเพียงตัวสะท้อนส่วนต่างของราคาในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น โดยยังไม่รวมค่าใช้จ่ายต่างๆ ของโรงกลั่น เช่น ค่า Crude Premium ค่าขนส่งและค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย ค่าเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าซ่อมบำรุง ค่าแรง ดอกเบี้ย และภาษี
ทำไมน้ำมันโลกลงแต่หน้าปั๊มยังไม่ลง?
แม้ปัจจุบันราคาน้ำมันโลกยังอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น แต่ก็มีบางช่วงจังหวะราคาดรอปลงมา กลายเป็นคำถามว่าทำไม ณ เวลาที่ราคาน้ำมันโลกปรับลดลง ประเทศไทยไม่สามารถปรับลงตามได้ทันที ซึ่งกลไกทำให้ "ลงยาก" เกิดจาก 2 ปัจจัยหลักๆ คือ:
- ภาระหนี้สะสม: เมื่อราคาน้ำมันโลกขาลง รัฐมักจะไม่ลดราคาหน้าปั๊มทันที แต่จะใช้จังหวะนี้เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพื่อไปใช้หนี้ที่เคยติดค้างไว้ในช่วงที่สั่ง "อุ้ม" ราคาไว้ก่อนหน้า
- ค่าการตลาดและสต็อกน้ำมัน: ผู้ค้าน้ำมันมีต้นทุนจากสต็อกเก่าที่ซื้อมาในราคาสูง การปรับลดราคาจึงมีระยะเวลาเหลื่อมล้ำ (Time Lag) เสมอ
ใครคือผู้แบกรับต้นทุนที่แท้จริง?
จากสถิติการจำหน่ายน้ำมัน ณ วันที่ 30 มีนาคม 2569:
- กลุ่มดีเซล: มียอดจำหน่ายรวม 77.386 ล้านลิตรต่อวัน โดยส่วนใหญ่ 61.913 ล้านลิตรผ่านหน้าปั๊ม แต่อีกส่วนสำคัญคือกลุ่มขนส่ง (1.840 ล้านลิตร) และอุตสาหกรรม (2.477 ล้านลิตร)
- กลุ่มเบนซิน: มียอดจำหน่าย 31.300 ล้านลิตรต่อวัน
เมื่อดีเซลซึ่งเป็น "เส้นเลือดใหญ่" ของภาคขนส่งและผลิตสินค้าพุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด ผู้ประกอบการจึงตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะต้นทุนค่าขนส่งขยับไปรอแล้ว แต่การปรับขึ้นราคาสินค้าทำได้ยากเนื่องจากติดข้อกำหนดของกระทรวงพาณิชย์และกำลังซื้อที่ซบเซา อย่างไรก็ดี ความผันผวนนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในไทย แม้แต่เพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียก็ปรับขึ้นราคาไปแตะ 50.32 บาทต่อลิตร เพื่อสะท้อนสภาวะตลาดเช่นกัน
ตราบใดที่โครงสร้างราคายังต้องพึ่งพาการนำเข้า และมีพันธะในการใช้หนี้คืนกองทุนน้ำมันฯ ราคา "หน้าปั๊ม" จะยังคงเป็นกราฟที่ขึ้นไวกว่าลงเสมอ และสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ "แรงกระแทก" ต่อเนื่องทางเศรษฐกิจที่จะส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในสัปดาห์หน้า ซึ่งคนไทยทุกคนต้องแบกรับอย่างเลี่ยงไม่ได้



