กกพ. ประกาศค่าไฟฟ้า 3.95 บาทต่อหน่วย งวด พ.ค.-ส.ค. 2569 พร้อมใช้กลไก Claw back ลดภาระ
สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ได้ประกาศอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสำหรับงวดเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยการกำหนดนี้เป็นผลจากการประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ครั้งที่ 13/2569 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569
รายละเอียดการคำนวณค่าไฟฟ้า
ค่าไฟฟ้าดังกล่าวประกอบด้วยค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย และค่าเอฟที (ค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราโดยอัตโนมัติ) ที่กำหนดไว้ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าในงวดนี้จำนวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย
นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า การกำหนดค่าเอฟทีครั้งนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การกำกับอัตราค่าบริการตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 และประกาศ กกพ. เรื่อง กรอบหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า พ.ศ. 2564
กลไก Claw back ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้า
เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะวิกฤติพลังงานโลกที่ยังมีความผันผวน โดยเฉพาะจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง กกพ. ได้พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) จำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า
นอกจากนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) สะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพอัตราค่าไฟฟ้าในรอบกำกับถัดไป
ผลการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอเพิ่มเติม
จากการรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ระหว่างวันที่ 25-31 มีนาคม 2569 พบว่ามีผู้แสดงความคิดเห็นทั้งหมด 340 ความเห็น โดยร้อยละ 49 เห็นด้วยกับกรณีค่าไฟเฉลี่ย 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งใช้กลไก Claw back มาช่วยลดภาระ
สำหรับข้อเสนอเพิ่มเติมที่อยากให้ภาครัฐตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย นายพูลพัฒน์ ระบุว่า การตรึงค่าไฟทุก 1 สตางค์ต้องใช้เงินประมาณ 706 ล้านบาท ดังนั้น หากจะตรึงเพิ่มอีก 7 สตางค์ จะต้องใช้เงินประมาณ 5,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน
- สำหรับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน (ประมาณ 14.3 ล้านราย) จะต้องใช้เงินประมาณ 366 ล้านบาท
- สำหรับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน (ประมาณ 17.5 ล้านราย) จะต้องใช้เงินประมาณ 591 ล้านบาท
การติดตามสถานการณ์พลังงานโลกและแนวโน้มการใช้ไฟฟ้า
กกพ. ยังคงติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ยังมีความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในงวดถัดไป
ในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นฤดูร้อน ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภททำงานหนักขึ้น เช่น เครื่องปรับอากาศและตู้เย็น ซึ่งอาจทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าโดยรวมเพิ่มขึ้นและส่งผลให้ค่าไฟฟ้าปรับสูงขึ้นตามโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได (Progressive Rate)



