กกพ. เผย 3 สูตรปรับค่าไฟฟ้า งวด พ.ค.-ส.ค. 69 อาจทะลุ 4.59 บาทต่อหน่วย
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เปิดเผยแนวโน้มการปรับค่าไฟฟ้าในงวดใหม่เดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2569 โดยอาจมีการปรับขึ้นสูงสุดถึง 4.59 บาทต่อหน่วย จากงวดปัจจุบันที่อยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย สาเหตุหลักมาจากผลกระทบของความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ในตลาดโลกมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยผลักดันราคาไฟฟ้าสูงขึ้น
นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ระบุว่า ราคาแอลเอ็นจีในตลาดจร (สปอต) ขยับมาอยู่ที่ประมาณ 25 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อล้านบีทียู ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ ค่าไฟฟ้าอาจสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ การที่สหภาพยุโรปเร่งซื้อแอลเอ็นจีเพื่อเก็บสต๊อกรับมือสงครามที่ยืดเยื้อและฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง ก็ส่งผลให้ราคาตลาดโลกผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะในงวดเดือนกันยายนถึงธันวาคมที่อาจทำให้ค่าไฟฟ้าปรับขึ้นทะลุ 4 บาทต่อหน่วย หากไม่มีเครื่องมือช่วยพยุง
3 สูตรการปรับค่าไฟฟ้าที่กกพ. คำนวณ
กกพ. ได้คำนวณตามสูตรการปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) ออกเป็น 3 กรณีหลัก ดังนี้
- กรณีที่ 1: หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือใดๆ เพื่อสะท้อนต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและเงินเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนคงค้าง (เอเอฟ) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ค่าไฟฟ้าอาจปรับขึ้นจาก 3.88 บาทต่อหน่วย เป็น 4.59 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 70 สตางค์ต่อหน่วย
- กรณีที่ 2: หากไม่มีการชำระเงินคงค้างจ่าย (เอเอฟ) ของกฟผ. ที่เหลือจำนวน 36,000 ล้านบาท ค่าไฟฟ้าอาจอยู่ที่ 4.08 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 20 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของกฟผ.
- กรณีที่ 3: หากกกพ. นำเงินคอลแบ็กหรือเงินเรียกคืนจากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และกฟผ. รวม 9,400 ล้านบาท มาช่วยลดค่าไฟฟ้า และยังไม่มีการชำระคืนเงินค้างจ่ายเอเอฟ ค่าไฟฟ้าอาจปรับขึ้นเพียง 7 สตางค์ต่อหน่วย ไปอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย
ทั้งนี้ ทั้ง 3 กรณียังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากราคาแอลเอ็นจีมีความผันผวน โดยกกพ. จะพิจารณาราคาแอลเอ็นจีอีกครั้งก่อนเสนอคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานในวันที่ 25 มีนาคมนี้ และจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนต่อไป
มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ
ภาครัฐได้ส่งสัญญาณว่าจะมีการตรึงค่าไฟฟ้าในงวดเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมที่หน่วยละ 3.88 บาท โดยการหากลไกต่างๆ มาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าไฟฟ้าปรับขึ้น นายวรวิทย์ ยังเน้นย้ำว่า รัฐบาลจำเป็นต้องพิจารณาจัดสรรงบประมาณมาช่วยเหลือค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเปราะบางที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200-300 หน่วยต่อเดือน เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม
การปรับค่าไฟฟ้าในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อประชาชนทั่วไป แต่ยังอาจกระทบภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ทำสัญญาซื้อขายสินค้าโดยประเมินค่าไฟฟ้าในอัตราต่ำ ดังนั้น การสื่อสารข้อเท็จจริงและความโปร่งใสจากภาครัฐจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น



