รองนายกฯ เอกนิติ เปิดแผนรับมือวิกฤตน้ำมันโลกพุ่ง ชู 3 กลยุทธ์ดันไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกที่กำลังทวีความรุนแรง เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดไว้ ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเช้าวันนี้ที่ราคาพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งไม่เพียงแต่ภาคอุตสาหกรรมไทยเท่านั้นที่ต้องเร่งปรับตัว แต่ภาคการเกษตรและทั้งประเทศก็ต้องเผชิญกับความท้าทายนี้เช่นกัน
3 กลยุทธ์หลักเพื่อการปรับตัวและโอกาสใหม่
นายเอกนิติได้เน้นย้ำว่า ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่ โดยประเทศไทยจำเป็นต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์และปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดกลยุทธ์สำคัญ 3 ด้านเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานและผลักดันประเทศสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียว ดังนี้
- การลงทุนในพลังงานสะอาด รัฐบาลจะลงทุนและสนับสนุนการทำการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ใช้ หรือ Direct PPA รวมถึงจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลงทุนในสายส่งไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ที่กำลังสนใจย้ายฐานการลงทุนเข้ามาในไทยและภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น
- การปรับตัวทางเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านโครงการพี่ช่วยน้อง โดยรัฐบาลจะส่งเสริมให้บริษัทขนาดใหญ่ช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก พร้อมสนับสนุนมาตรการลดหย่อนภาษีและเงินอุดหนุนเพื่อปรับปรุงเทคโนโลยี
- การก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ด้วยการส่งเสริมการใช้เอทานอลที่ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลังเพื่อผสมในน้ำมันมากขึ้น เนื่องจากไทยมีผลผลิตทางการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งจะช่วยยกระดับสินค้าเกษตรของประเทศ นอกจากนี้ยังรวมถึงการส่งเสริมการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ผ่านทุ่นลอยน้ำ หรือ Solar Floating
ความท้าทายและมาตรการเร่งด่วน
ขณะที่ไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ที่ส่งผลต่อวิกฤตพลังงาน ความท้าทายด้านเทคโนโลยีและ AI ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น โดยคาดว่าปีนี้ประเทศไทยจะเผชิญกับภัยแล้งอีกด้วย
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลได้จัดประชุมด่วนที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อหารือแนวทางการบริหารจัดการ ทั้งในระยะสั้นและระยะปานกลาง โดยในระยะสั้นจะใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาดูแล ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ประกาศมาตรการดูแลไว้เป็นเวลา 15 วัน แต่เนื่องจากราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องหารือเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถดูแลประชาชนและภาคธุรกิจให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
นายเอกนิติกล่าวทิ้งท้ายว่า วิกฤตพลังงานครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยต้องเรียนรู้และปรับตัว เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่กำลังย้ายฐานเข้ามา และผลักดันประเทศสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียวอย่างยั่งยืน



