ราชกิจจานุเบกษาประกาศลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น 2 บาทต่อลิตร มีผลพรุ่งนี้
วันนี้ (8 เมษายน 2569) ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญจากคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เรื่องการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ณ โรงกลั่นลง 2.00 บาทต่อลิตร โดยประกาศนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (9 เมษายน 2569) เป็นต้นไป การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลก
สาเหตุและที่มาของการลดราคา
คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานได้ชี้แจงว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านในตะวันออกกลางได้สร้างความผันผวนอย่างรุนแรงต่อราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก สถานการณ์นี้ยังไม่มีแนวโน้มจะคลี่คลายในระยะเวลาอันใกล้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ และเพิ่มภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนรวมถึงต้นทุนการดำเนินธุรกิจต่างๆ
เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าวและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานจึงได้มีมติในที่ประชุมครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ให้ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ณ โรงกลั่นลง 2.00 บาทต่อลิตร โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดการลดราคา
ประกาศลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นครอบคลุมน้ำมันดีเซลหมุนเร็วหลายประเภท ดังนี้
- ราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B0 ลดลง 2.00 บาทต่อลิตร
- ราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ปี 3 ลดลง 2.00 บาทต่อลิตร
- ราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ลดลง 2.00 บาทต่อลิตร
การลดราคาครั้งนี้มีผลตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งตรงกับวันที่ 9 เมษายน 2569 โดยคาดว่าจะช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและผู้บริโภคในระยะสั้น
บริบทและความเกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวที่เกี่ยวข้องว่า คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานกำลังพิจารณาทบทวนมาตรการตรึงค่าไฟฟ้าที่ 3.88 บาทต่อหน่วย รวมถึงการปรับโครงสร้างค่าการกลั่นและค่าการตลาด (กบน.) เพื่อลดราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินลงเพิ่มเติมอีก 50 สตางค์ต่อลิตร การเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลในการจัดการกับวิกฤตพลังงานที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซและภูมิภาคตะวันออกกลาง
การประกาศลดราคาน้ำมันดีเซลในครั้งนี้ถือเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อตอบสนองต่อความผันผวนของตลาดพลังงานโลก และคาดว่าจะมีส่วนช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายในปัจจุบัน



