กกพ. กำหนดค่าเอฟทีใหม่ 16.23 สตางค์/หน่วย ช่วยค่าไฟเฉลี่ยเหลือ 3.95 บาท/หน่วย
กกพ. กำหนดค่าเอฟทีใหม่ 16.23 สตางค์/หน่วย

กกพ. ประกาศค่าเอฟทีใหม่ 16.23 สตางค์/หน่วย ช่วยค่าไฟเฉลี่ยเหลือ 3.95 บาท/หน่วย

วันนี้ (1 เมษายน 2569) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ได้ประกาศผลการพิจารณาปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) สำหรับงวดเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2569 โดยกำหนดค่าเอฟทีที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย จะทำให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) การตัดสินใจครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว

กลไกการลดภาระค่าไฟฟ้าและผลการรับฟังความคิดเห็น

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ค่าเอฟทีดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าในงวดเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2569 จำนวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย โดยในการพิจารณาครั้งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) สะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท ไว้แทนประชาชน ควบคู่กับการที่ กกพ. พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) จำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงสถานการณ์พลังงานโลกที่ยังมีความผันผวนจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเสริมว่า การกำหนดค่าเอฟทีในครั้งนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การกำกับอัตราค่าบริการตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ควบคู่ไปกับประกาศ กกพ. เรื่อง กรอบหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า พ.ศ. 2564 ข้อ 34 ที่กำหนดให้ กกพ. สามารถนำเงินจากการเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (เงิน Claw back) มาลดค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า ตามความเหมาะสมเพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะวิกฤติ และสนับสนุนการรักษาเสถียรภาพอัตราค่าไฟฟ้าในรอบกำกับถัดไป

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

สำหรับผลการรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ระหว่างวันที่ 25 ถึง 31 มีนาคม 2569 มีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวนทั้งสิ้น 340 ความเห็น โดยพบว่า ร้อยละ 49 เห็นด้วยกับกรณีค่าไฟเฉลี่ย 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้กลไก Claw back มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้า ในส่วนของข้อเสนอเพิ่มเติมที่อยากให้ภาครัฐตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ต้องเรียนว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 26 ล้านราย ซึ่งการตรึงค่าไฟ ทุก 1 สตางค์ ต้องใช้เงินประมาณ 706 ล้านบาท เพราะฉะนั้น หากจะตรึงเพิ่มอีก 7 สตางค์ จะต้องใช้เงินประมาณ 5,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน

การพิจารณาตรึงค่าไฟฟ้าและแนวโน้มการใช้พลังงาน

หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 14.3 ล้านราย หรือคิดเป็นร้อยละ 62 ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด จะต้องใช้เงินประมาณ 366 ล้านบาท และกรณีผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีประมาณ 17.5 ล้านราย หรือคิดเป็นร้อยละ 76 ของผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยทั้งหมด จะต้องใช้เงินประมาณ 591 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 เดือน การพิจารณาตรึงค่าไฟฟ้าจึงต้องคำนึงถึงทั้งภาระงบประมาณ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และผลกระทบในระยะยาว โดย กกพ. ยังคงยึดหลักการกำกับดูแลที่สมดุล โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ กกพ. ยังคงติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ยังมีความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในงวดถัดไป สำนักงาน กกพ. ขอเน้นย้ำว่า ในช่วงเดือนเมษายนซึ่งเป็นฤดูร้อน ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ส่งผลให้เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภททำงานหนักขึ้น โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศที่ต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการลดอุณหภูมิ รวมถึงตู้เย็นที่ต้องทำงานถี่ขึ้นเพื่อรักษาความเย็นภายในเมื่ออุณหภูมิภายนอกสูงขึ้น ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าโดยรวมเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือนปรับสูงขึ้นตามโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได (Progressive Rate)

แนวทางการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ

สำนักงาน กกพ. จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมกันใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านแนวทาง "5 ป." ได้แก่ ปลด ปิด ปรับ เปลี่ยน และปลูก โดยเฉพาะการตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในระดับที่เหมาะสม และการดูแลอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้ในระยะยาว

ทั้งนี้ การประชุมคณะกรรมการ กกพ. ได้เปิดรับฟังความเห็น ค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟรอบเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 โดยเสนอ 3 แนวทางหลัก:

  • กรณีที่ 1: คำนวณต้นทุนค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่า FT ที่ 80.60 สตางค์ต่อหน่วย และจ่ายคืนหนี้คงค้างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทั้งหมด 35,928 ล้านบาท จะทำให้ค่าไฟปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.59 บาทต่อหน่วย
  • กรณีที่ 2: คำนวณเฉพาะต้นทุนค่าไฟฟ้าฐาน รวมกับค่า FT ที่ 29.66 สตางค์ต่อหน่วย โดยเลื่อนการชำระหนี้ของ กฟผ. และหนี้ค่าก๊าซธรรมชาติสำหรับการผลิตไฟฟ้าของ ปตท. ออกไปก่อน ส่งผลให้ค่าไฟอยู่ที่ 4.08 บาทต่อหน่วย
  • กรณีที่ 3: คำนวณเฉพาะต้นทุนค่าไฟฟ้าฐาน รวมกับค่า FT ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย และเลื่อนการชำระหนี้ กฟผ. และ ปตท. เช่นกัน แต่จะนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินจาก 3 การไฟฟ้า หรือ คอลแบ็ก วงเงิน 9,472 ล้านบาท มาใช้ลดภาระค่าไฟ ทำให้ค่าไฟลดลงได้ 13 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟที่เรียกเก็บอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย จากค่าไฟงวดปัจจุบันที่เรียกเก็บอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย

การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ กกพ. ในการรักษาสมดุลระหว่างการสะท้อนต้นทุนพลังงานที่แท้จริงและการดูแลภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยใช้กลไกตามกฎหมายเพื่อไม่ให้เกิดแรงกระแทกต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว