“เอกนิติ” ดัน ครม.นัดพิเศษ ใช้ ม.162 ฝ่าวิกฤตพลังงาน รื้อโครงสร้างน้ำมัน
เอกนิติ ดัน ครม.นัดพิเศษ ใช้ ม.162 รื้อโครงสร้างน้ำมัน

“เอกนิติ” ดัน ครม.นัดพิเศษ ใช้ ม.162 ฝ่าวิกฤตพลังงาน รื้อโครงสร้างน้ำมัน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เปิดเผยว่า คตร.ได้ประชุมต่อเนื่องเป็นเวลา 3 วัน จนถึงคืนวันที่ 5 เมษายน 2569 โดยไม่ได้เป็นการเรียกโรงกลั่นมาเพื่อต่อรองตัวเลข แต่เป็นการบังคับกางบัญชี ขอข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงและราคาขายจริงมาเพื่อคำนวณหาผลประโยชน์ส่วนเกินด้วยสูตรของรัฐเอง

ข้อสรุปเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันจะถูกนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษในคืนวันที่ 6 เมษายนนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่จะอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นในสถานการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วน ให้สามารถบริหารราชการแผ่นดินและช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน

ชี้แจงค่าการกลั่นไม่สูงลิ่วตามข่าว

สำหรับกระแสข่าวที่ว่าค่าการกลั่นพุ่งสูงถึง 14-17 บาทต่อลิตรนั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ต้องเรียนว่าจริง ๆ เป็นตัวเลขอ้างอิงที่คุยกันในที่ประชุม คตร. เราเรียกกันว่า “ตัวเลขทิพย์” ที่ใช้อ้างอิงโดยไม่สะท้อนต้นทุนหรือความเป็นจริงในสถานการณ์ปัจจุบันเลย ทาง คตร. จึงเตรียมเสนอให้มีการรายงานตัวเลขที่ถูกต้องเพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

จากการเรียกตรวจสอบบัญชีต้นทุนของโรงกลั่นแต่ละแห่งอย่างละเอียด พบว่า ปัจจุบันเกิดความผิดปกติในโครงสร้างราคาจากภาวะสงคราม ทำให้เกิดค่าพรีเมียมความเสี่ยง (War Premium) น้ำมันกลายเป็นของขาดแคลนที่ใครอยากได้ก็ต้องยอมจ่ายแพง ประกอบกับไทยอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ ซึ่งราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวสูงกว่าน้ำมันดิบมาก

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ทำให้ในเดือนมีนาคมจนถึงเมษายนที่ผ่านมา โรงกลั่นมีผลประโยชน์ส่วนเกินเกิดขึ้นจริง เนื่องจากราคาขายพุ่งสูงกว่าต้นทุน ค่าการกลั่นในปัจจุบันจึงต้องบวก War Premium เข้าไป ทำให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติในอดีตที่ 2.45 บาทต่อลิตร แต่ก็ไม่ได้สูงลิ่วถึง 14-17 บาทตามที่เป็นข่าวแน่นอน

แนวทางการแก้ไขปัญหาแบ่งเป็น 2 ระยะ

นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหา แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ:

  1. ระยะอดีตเดือนมีนาคม: เนื่องจากกฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง รัฐบาลจะใช้วิธีให้กระทรวงพลังงานไปเจรจากับโรงกลั่น เพื่อขอนำผลประโยชน์ส่วนเกินตรงนี้มาช่วยลดภาระประชาชน คล้ายกับโมเดลในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน
  2. ระยะอนาคตตั้งแต่เมษายนเป็นต้นไป: จะใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) สามารถกำหนดราคาและค่าการกลั่นในอนาคตได้เลย โดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน จะเรียกประชุมวันที่ 7 เมษายนนี้

โดยจะนำเอาต้นทุนที่แท้จริง ราคาขายจริง และกำไรเฉลี่ยในอดีตมาเป็นมาตรฐานในการคำนวณและกำกับดูแล “จากนี้ไปการประกาศตัวเลขของกระทรวงพลังงาน จะต้องแยกบรรทัดให้เห็นชัดเจนว่าส่วนใดคือค่าการกลั่นปกติ และส่วนใดคือค่าพรีเมียมความเสี่ยง จะเรียกเหมารวมเป็นค่าการกลั่นอย่างเดียวไม่ได้ เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนความเป็นจริงและประชาชนไม่ตกใจ”

เหตุผลที่ไม่กำหนดเพดานราคาตายตัว

กระทรวงพลังงานประเมินว่าค่าเฉลี่ยที่เหมาะสมย้อนหลัง 5 ปี ยังอยู่ที่ 2.45 บาท และที่ตอนนี้ไม่สามารถกำหนดเพดานราคาค่าการกลั่นตายตัวได้ เพราะโครงสร้างต้นทุนของทั้ง 6 โรงกลั่นแตกต่างกันมาก เช่น มีโรงกลั่นแห่งหนึ่งเจอปัญหาน้ำมันนำเข้าติดค้างอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้องแบกรับค่าพรีเมียมความเสี่ยงที่สูงกว่าโรงกลั่นอื่นมาก

หากรัฐบาลไปกำหนดเพดานกำไรตายตัว โรงกลั่นแห่งนี้จะขาดทุนทันที และอาจแก้ปัญหาด้วยการทิ้งน้ำมันไว้ที่เดิม ไม่ยอมนำเข้ามากลั่น ซึ่งจะสร้างปัญหาใหญ่กว่าคือปัญหาน้ำมันขาดแคลน และที่ไม่ใช้ภาษีลาภลอย เพราะกระทรวงการคลังได้ศึกษาแล้วพบว่าเหมาะกับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้วอย่างถาวร เช่น มีถนนตัดผ่านหน้าบ้านทำให้ราคาที่ดินขึ้น แต่ราคาน้ำมันมีความผันผวน มีขึ้นและมีลง การใช้ พ.ร.ก. ปี 2516 จึงเป็นกลไกที่จัดการได้เร็วกว่าและเหมาะสมกับสถานการณ์ฉุกเฉินมากกว่า

มาตรการช่วยเหลือประชาชน

นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนว่า จะมีการประชุม ครม. ภายหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้ว ในวันที่ 11 เมษายนนี้ จะเน้นไปที่มาตรการแก้ปัญหาผลกระทบจากราคาน้ำมันโดยตรงก่อน โดยพุ่งเป้าเยียวยาไปที่กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง เกษตรกร และชาวประมง

ส่วนโครงการคนละครึ่งพลัส และการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สิ่งเหล่านี้มีแน่และทำแน่ แต่จะยังไม่ออกในวันที่ 11 เมษายนนี้ เพราะต้องแยกส่วนเก็บไว้ใช้เป็นกลไกฟื้นฟูเศรษฐกิจและบรรเทาค่าครองชีพในระยะต่อไป เนื่องจากผลกระทบจากราคาพลังงานจะลุกลามไปถึงต้นทุนราคาสินค้าและภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างแน่นอน