นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความกังวลต่อการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท ว่าอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังและทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น โดยระบุว่าการกู้เงินดังกล่าวจะสร้างภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยคนละประมาณ 6,000 บาท และยังเป็นการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากรัฐสภา
เปรียบเทียบวิกฤติเศรษฐกิจในอดีต
นายพงศกรชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของสถานการณ์ปัจจุบันเมื่อเทียบกับวิกฤติเศรษฐกิจครั้งก่อนๆ เช่น วิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ GDP ติดลบต่อเนื่อง 8 ไตรมาส หนี้เสียสูงถึง 52% และทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับวิกฤติ วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551-2552 ที่ GDP ติดลบ 7.1% การส่งออกและการท่องเที่ยวหดตัวรุนแรง และวิกฤติโควิด-19 ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก
สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ถึงวิกฤติ
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัว แต่ตัวเลขชี้วัดยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดย GDP ไตรมาสแรกขยายตัว 1.5% การส่งออกเติบโต 19% การท่องเที่ยวขยายตัว 7.2% และมูดีส์ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทย ดังนั้น ปัญหาที่แท้จริงคือวิกฤติเชิงต้นทุน (Cost Crisis) ไม่ใช่วิกฤติทางการคลัง (Fiscal Crisis)
ข้อเสนอ 3 ทางออกแทนการกู้เงิน
นายพงศกรเสนอให้รัฐบาลใช้เครื่องมือเชิงนโยบายอื่นๆ แทนการกู้เงินนอกงบประมาณ ดังนี้
- จัดการกำไรส่วนเกินกลุ่มพลังงาน โดยจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากโรงกลั่นน้ำมันที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เพื่อลดราคาน้ำมันให้เหลือประมาณ 30 บาทต้นๆ และลดต้นทุนต่อเนื่อง เช่น ก๊าซหุงต้ม เม็ดพลาสติก และค่าขนส่ง
- ใช้งบประมาณค้างท่อ ประมาณการว่ามีงบประมาณค้างท่อจากหน่วยงานภาครัฐที่ยังไม่เบิกจ่ายกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถนำมาใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ
- ตัดลดงบประมาณไม่จำเป็น หากรัฐบาลเห็นว่าเศรษฐกิจอยู่ในภาวะวิกฤติ ควรปรับลดหรือตัดงบประมาณโครงการที่ไม่จำเป็นเร่งด่วน เพื่อนำมาใช้ช่วยเหลือประชาชนโดยตรง
นายพงศกรยังเน้นย้ำว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะ 2 แสนล้านแรกที่นำไปอัดฉีดเม็ดเงิน อาจซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อและดันต้นทุนสินค้าสูงขึ้น ส่วนอีก 2 แสนล้านที่ใช้ปรับโครงสร้างพลังงาน ควรดำเนินการผ่านการเจรจากับผู้ประกอบการและโรงไฟฟ้าเพื่อลดค่าความพร้อมจ่ายและโครงสร้างค่าไฟ รวมถึงโครงสร้างราคาน้ำมัน



