เงินบาทเปิดเช้าแข็งค่าขึ้นแรงแตะ 32.54 บาทต่อดอลลาร์ ตอบรับข่าวเจรจาสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ
ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้แข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอยู่ที่ระดับ 32.54 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากระดับปิดของวันก่อนหน้าที่ 32.95 บาทต่อดอลลาร์ ตามข้อมูลจากนายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย ซึ่งระบุว่าเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เข้าใกล้โซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยแกว่งตัวในกรอบ 32.51-33.00 บาทต่อดอลลาร์
ปัจจัยหนุนจากข่าวเจรจาสงครามตะวันออกกลาง
การแข็งค่าของเงินบาทในครั้งนี้ตอบรับกระแสข่าวที่ประธานาธิบดีอิหร่านส่งสัญญาณพร้อมเจรจายุติสงครามกับฝั่งสหรัฐอเมริกา โดยภาพดังกล่าวยังสอดคล้องกับถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่ากองทัพสหรัฐฯ ใกล้บรรลุเป้าหมายในการลดขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านโดยสมบูรณ์ และจะเสร็จสิ้นปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านเร็วๆ นี้ ทำให้ผู้เล่นในตลาดมีความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ตะวันออกกลางที่อาจทยอยคลี่คลายลงได้
ผลจากข่าวนี้ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังที่บรรดาธนาคารกลางหลักอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัว โดยเห็นได้จากการที่ตลาดกลับมาประเมินว่าเฟดมีโอกาสราว 38% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้งในปีนี้ ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษและธนาคารกลางยุโรปมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 2-3 ครั้ง
ผลกระทบต่อตลาดการเงินและสินทรัพย์อื่นๆ
การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐต่อเนื่อง พร้อมกับการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนบรรยากาศโดยรวมในตลาดการเงินได้พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น
ในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ บรรยากาศพลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความหวังว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทยอยคลี่คลายลงได้ ส่งผลให้บรรดาหุ้นเทคโนโลยีใหญ่พุ่งขึ้นแรง เช่น Meta +6.7% และ Nvidia +5.6% โดยมีเพียงหุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวลดลงชัดเจนตามการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบ ทำให้ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +2.91% และดัชนีหุ้นเทคโนโลยีนาซแด็กพุ่งขึ้น +3.83%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.42% หลังผู้เล่นในตลาดรอประเมินพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป โดยตลาดหุ้นยุโรปยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน
แนวโน้มและความเสี่ยงของเงินบาทในระยะข้างหน้า
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาทในระยะข้างหน้า นักวิเคราะห์มองว่าการพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็วและแรงของเงินบาท ซึ่งทะลุกรอบล่าง 32.70 บาทต่อดอลลาร์ที่ประเมินไว้ก่อนหน้า ย้ำมุมมองที่ว่าเงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญการเคลื่อนไหวผันผวนสูงแบบ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางอย่างรวดเร็วและรุนแรง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ
หากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลงตามที่ตลาดคาดหวัง อาจเห็นการอ่อนค่าลงเพิ่มเติมของเงินดอลลาร์ พร้อมกับการย่อตัวลงของบอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลก และราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นต่อบ้าง ส่งผลให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และอาจทดสอบโซนแนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ได้
อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมจะมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติรวมกันเกิน 1 แสนล้านบาท
ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าที่ตลาดคาดหวัง เงินดอลลาร์จะสามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลก ซึ่งจะกดดันให้ราคาทองคำเสี่ยงปรับตัวลงแรง และอาจเห็นราคาทองคำทดสอบโซนแนวรับ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์และโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้
ในกรณีนี้ เงินบาทเสี่ยงพลิกกลับมาอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และอาจอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวจนถึงโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ได้ โดยเฉพาะเมื่อประเมินร่วมกับโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผล
คำแนะนำและมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ
นักวิเคราะห์เน้นย้ำว่าแม้จะมีกระแสข่าวความพยายามในการเจรจาหยุดยิงของสหรัฐฯ แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูงและพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ทำให้เงินบาทและสินทรัพย์อื่นๆ จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ
ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง
ทั้งนี้ แม้ว่าเงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่มุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม "อ่อนค่าลง" หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่าจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน
สำหรับกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.40-32.75 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่าค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.59 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 32.95 บาทต่อดอลลาร์



