เงินบาทเปิดเช้าแข็งค่าสูง 32.07 บาท/ดอลลาร์ หลังสหรัฐฯ ระงับโจมตีอิหร่าน
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 32.07 บาทต่อดอลลาร์ แสดงสัญญาณแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับปิดของวันก่อนหน้าที่ 32.53 บาทต่อดอลลาร์ การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการตอบรับข่าวที่สหรัฐฯ ประกาศระงับการโจมตีอิหร่านเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งส่งผลให้ตลาดการเงินเริ่มคลายความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ปัจจัยหนุนการแข็งค่าของเงินบาท
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุนจาก Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ใกล้โซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงคืนที่ผ่านมา ก่อนจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย โดยเกือบทดสอบโซนแนวรับสำคัญที่ 32.00 บาทต่อดอลลาร์
การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทตอบรับข่าวที่สหรัฐฯ ระงับการโจมตีอิหร่านเพียงไม่นานก่อนถึงกำหนดเส้นตายที่ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ประกาศไว้ หลังจากนั้น ทางการอิหร่านยังได้ออกแถลงการณ์พร้อมระงับการโจมตีตอบโต้และประสานงานการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz หากสหรัฐฯ กับอิสราเอล ระงับการโจมตีอิหร่านจริง
ภาพดังกล่าวได้หนุนให้ผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางและมีความหวังมากขึ้นว่าการเจรจาหยุดยิงจะกลับมาดำเนินต่ออีกครั้ง นำไปสู่การคลี่คลายและยุติความขัดแย้งได้ในที่สุด
ผลกระทบต่อตลาดการเงินโลก
โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างกลับมาคาดว่า Federal Reserve (FED) มีโอกาสราว 60% ที่จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งแตกต่างจากช่วงก่อนกระแสข่าวการระงับการโจมตีที่ผู้เล่นในตลาดมองเพียงว่า FED อาจคงดอกเบี้ยในปีนี้
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ก่อนที่จะปรับตัวลงสู่ระดับ 4.26% ตามความหวังว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทยอยคลี่คลายลงได้ ตามกระแสข่าวการพักการโจมตีอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อเปิดช่องทางให้มีการเจรจาหยุดยิง
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ
แนวโน้มค่าเงินบาทใน 24 ชั่วโมง
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) แม้โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทมีกำลังมากขึ้นจนทำให้เงินบาทสามารถทยอยแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซนแนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ทว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง และยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk
นายพูน ระบุว่า ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่เร่งรีบปรับมุมมองต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างชัดเจน จนปรับเปลี่ยนสถานะถือครอง ทั้งในส่วนของ Long USD (มองเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น) และ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ไปก่อนได้ เพื่อรอรับรู้พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเพิ่มเติม
ทั้งนี้ มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.00-32.30 บาท/ดอลลาร์
มุมมองจากทีทีบี
ขณะที่ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.10 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 32.52 บาท/ดอลลาร์ โดยค่าเงินบาทเคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้นหลุดโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ พร้อมกับจังหวะย่อตัวลงของราคาน้ำมันดิบกว่า 15% และราคาทองคำ (XAUUSD) ที่สามารถปรับตัวขึ้นซื้อขายเหนือโซน 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และตลาดยังคงกังวลว่าสถานการณ์อาจยืดเยื้อ ซึ่งจะเพิ่มความปั่นป่วนต่ออุปทานพลังงาน และอัตราเงินเฟ้อที่ถูกเร่งให้เพิ่มตัวสูงขึ้นทั่วโลก
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทวันนี้ คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวตามการปรับตัวของราคาน้ำมันทองคำและ Fund flow โดยคาดกรอบการเคลื่อนไหวที่ 32.00-32.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ
สรุปสถานการณ์
สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ
ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง
แม้ว่าเงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่าจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่าเงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง



