กรมการข้าวขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 'ข้าวไทยยุคใหม่ Low Carbon' รับมือวิกฤตโลกร้อนและมาตรการค้าโลก
กรมการข้าวผลักดันข้าว Low Carbon รับมือโลกร้อนและมาตรการค้าโลก

กรมการข้าวขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 'ข้าวไทยยุคใหม่ Low Carbon' รับมือวิกฤตโลกร้อนและมาตรการค้าโลก

กรมการข้าวได้ประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์ "ข้าวไทยยุคใหม่ Low Carbon" อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อปรับโฉมกระบวนการผลิตข้าวให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและรับมือกับวิกฤตโลกร้อนรวมถึงมาตรการกีดกันการค้าของโลก โดยมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดสากล

ความท้าทายและแนวทางแก้ไขสำหรับภาคการเกษตรไทย

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ภาคการเกษตรทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายหลักสองด้าน ได้แก่ สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนรุนแรงและกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวดเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากข้าวไทยไม่ปรับตัวอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทันที ดังนั้น กรมการข้าวจึงเร่งผลักดันโมเดลการทำนาคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก

ภายใต้การนำของนายอานนท์ กรมการข้าวได้ใช้กลไก "ศูนย์ข้าวชุมชน" ซึ่งมีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 6,853 แห่ง เป็นหัวหอกในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นหลักการ "4 ปรับ" ดังนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  1. ปรับการจัดการน้ำด้วยระบบเปียกสลับแห้งเพื่อลดก๊าซมีเทน
  2. ปรับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเพื่อลดสารเคมี
  3. ปรับการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรโดยการไถกลบตอซังแทนการเผา เพื่อลดฝุ่น PM 2.5
  4. ปรับกระบวนการผลิตให้เข้าสู่มาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice)

เป้าหมายสูงสุด: การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้เกษตรกร

อธิบดีกรมการข้าวกล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่เพียงการลดโลกร้อน แต่รวมถึงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยกรมฯ มีแผนสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของข้าวคาร์บอนต่ำ พร้อมเชื่อมโยงตลาดระดับพรีเมียมและจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับผู้ส่งออกและห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เพื่อให้ชาวนาสามารถจำหน่ายข้าวในราคาที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมความพร้อมด้านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและกองทุนช่วยเหลือในช่วงเปลี่ยนผ่าน รวมถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจากการขาย "คาร์บอนเครดิต" ซึ่งจะเปลี่ยนภาระด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นกำไรในกระเป๋าของเกษตรกรโดยตรง

ความสำเร็จเชิงพื้นที่: ศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 ปทุมธานี คว้าฉลากคาร์บอนรายแรกภาคกลาง

นายมุ่งมาตร วังกะ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กล่าวถึงความสำเร็จในเชิงพื้นที่ว่า ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานีได้ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการขับเคลื่อนกลุ่มเครือข่ายเกษตรกร "ข้าวชาวนาร่วมใจ" จังหวัดปทุมธานี จนสามารถยกระดับการผลิตและแปรรูปข้าวแบบลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม

กลุ่มเครือข่ายนี้ได้รับรอง "ฉลากคาร์บอน" (Carbon Label) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวของกลุ่มเกษตรกรรายแรกในเขตภาคกลางที่ได้รับมาตรฐานนี้ ความสำเร็จครอบคลุมผลิตภัณฑ์ข้าว 4 รายการ ได้แก่

  • ข้าว กข43 (ขนาดบรรจุ 1 กก. และ 5 กก.)
  • ข้าว กข91 (ขนาดบรรจุ 5 กก.)
  • เมล็ดพันธุ์ข้าว กข91 (ขนาดบรรจุ 25 กก.)

การที่เมล็ดพันธุ์ได้รับฉลากคาร์บอนด้วยนั้น จะเป็นต้นทางสำคัญในการกระจายการผลิตข้าวยั่งยืนไปยังพื้นที่อื่นๆ ปัจจุบัน กลุ่มเครือข่ายมีสมาชิกเข้าร่วมอย่างเข้มแข็งและพร้อมเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบให้เกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อขยายผลการทำนาคาร์บอนต่ำให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวหลักของประเทศ

กรมการข้าวคาดหวังว่า ยุทธศาสตร์นี้จะช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรไทย พร้อมทั้งเปิดโอกาสใหม่ๆ ในการส่งออกข้าวไปยังตลาดพรีเมียมทั่วโลก โดยมุ่งเน้นการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรผ่านนวัตกรรมและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัย