ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ ขึ้นทะเบียน GI รายใหม่ ตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 500 ล้านบาท
กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ประกาศขึ้นทะเบียน ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการล่าสุดของจังหวัดสมุทรปราการ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยกระดับสินค้าประมงท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้มีมาตรฐานสากล พร้อมสร้างระบบควบคุมคุณภาพที่ชัดเจนเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในด้านรสชาติและแหล่งที่มา
จุดเด่นของปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ ที่ทำให้แตกต่างจากแหล่งอื่น
ความโดดเด่นของปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ อยู่ที่แหล่งเพาะเลี้ยงในพื้นที่ อำเภอบางบ่อ อำเภอเมืองสมุทรปราการ และอำเภอพระสมุทรเจดีย์ ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างน้ำจืดและน้ำกร่อย ส่งผลให้ปลามีคุณลักษณะพิเศษหลายประการ ดังนี้
- ลักษณะทางกายภาพ: ลำตัวอ้วน ปริมาณเนื้อมาก และเนื้อมีสีขาวแน่น
- รสชาติพรีเมียม: เนื้อนุ่ม รสหวานตามธรรมชาติ และไม่มีกลิ่นคาวหรือกลิ่นโคลน
- ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์: ครอบคลุมทั้งปลากะพงสด ปลากะพงแช่แข็ง และปลากะพงแดดเดียวที่มีไขมันแทรกตามธรรมชาติ
ด้วยระบบนิเวศที่มีแม่น้ำสายหลักและลำคลองกว่า 63 สายไหลผ่าน ทำให้ปลาได้ว่ายน้ำและหาอาหารอย่างอิสระในบ่อดิน ส่งผลให้ปลามีความแข็งแรง ไม่เครียด และมีกล้ามเนื้อที่เหมาะสมสำหรับการบริโภค
สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 536 ล้านบาทต่อปี
ปัจจุบันมีผู้ประกอบการในพื้นที่กว่า 166 ราย สามารถผลิตปลากะพงคุณภาพได้กว่า 4,467 ตันต่อปี โดยในปี 2568 คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 536 ล้านบาท ทั้งนี้ ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ ถือเป็นสินค้า GI รายการที่ 4 ของจังหวัดสมุทรปราการ ต่อจาก
- มะม่วงน้ำดอกไม้คุ้งบางกะเจ้า
- ปลาสลิดบางบ่อ
- มะม่วงน้ำดอกไม้สมุทรปราการ
รวมสินค้า GI ทั้ง 4 ชนิด ช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนภายในจังหวัดรวมกว่า 850 ล้านบาทต่อปี
แผนส่งเสริมตลาดพรีเมียมและการท่องเที่ยวเชิงอาหาร
กรมทรัพย์สินทางปัญญา เตรียมเดินหน้าส่งเสริมการใช้ตราสัญลักษณ์ GI และระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อป้องกันการแอบอ้างชื่อเสียง พร้อมขยายช่องทางการตลาดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โมเดิร์นเทรด และงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ นอกจากนี้ยังเตรียมเชื่อมโยงกับ การท่องเที่ยวเชิงอาหาร เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสวิถีชุมชนประมงและลิ้มลองรสชาติวัตถุดิบชั้นเลิศถึงแหล่งผลิต
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การขึ้นทะเบียนครั้งนี้มุ่งยกระดับสินค้าท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้มีมาตรฐานสากล พร้อมสร้างระบบควบคุมคุณภาพที่ชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ทั้งในเรื่องรสชาติและแหล่งที่มาที่เป็นเอกลักษณ์



