ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง: แนวทางพัฒนาชุมชนใต้สู่ความยั่งยืน
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวคิดที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระราชทานแก่ประชาชนไทย เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้อยู่รอด พอเพียง และยั่งยืน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตต่างๆ แต่ยังได้รับการยกย่องจากสหประชาชาติว่าเป็นแนวทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเอเชีย
มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ สืบสานพระราชดำริ สร้างชุมชนตัวอย่าง
ในวาระครบรอบ 100 ปีชาตกาล รัชกาลที่ 9 ในปี 2570 มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้คัดเลือกชุมชนเข้มแข็ง 10 หมู่บ้านใน 10 พื้นที่ ที่น้อมนำแนวพระราชดำริไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมจนพึ่งพาตนเองได้ ยกตัวอย่างบ้านโคกยามู ต.ไพรวัน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และบ้านจำปูน ต.ท่าธง อ.รามัน จ.ยะลา ซึ่งเป็นพื้นที่ตัวอย่างของภาคใต้ที่มีความสำคัญเนื่องจากเป็นชุมชนสังคมพหุวัฒนธรรม
บ้านโคกยามู: พลิกดินเปรี้ยวสู่เกษตรปลอดภัย รายได้มั่นคง
นายอายุ ปิตาราโซ ผู้อาวุโสชุมชน เปิดเผยว่าในอดีตพื้นที่ประสบปัญหาดินลอย น้ำท่วมขัง ดินเปรี้ยว-น้ำเปรี้ยวรุนแรง จนชาวบ้านไม่สามารถทำเกษตรได้ จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี 2520 เมื่อรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรและมีพระราชดำริให้ขุดลอกคลองระบายน้ำ ทำให้น้ำลดลงและดินแห้งพอปรับปรุงได้
นายกูเซ็ง ลอเซ็ง ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่ามูลนิธิปิดทองหลังพระฯ เข้ามาในปี 2560 โดยเริ่มจากนำเยาวชนไปเรียนรู้การเกษตรภาคเหนือก่อนกลับมาพัฒนาต่อยอดในพื้นที่ โครงการขยายสู่แปลงใหญ่ 66 ไร่ ครอบคลุมผู้มีรายได้น้อย คนว่างงาน และผู้สูงอายุ พร้อมระบบกลุ่มออมทรัพย์เพื่อสวัสดิการ
หัวใจสำคัญคือการระเบิดจากข้างใน โดยให้คนในพื้นที่ไปดูงานจนเกิดความเชื่อมั่นและกลับมาพัฒนาบ้านเกิด ปัจจุบันสารเคมีตกค้างในเกษตรกรลดลงอย่างเห็นได้ชัด แตงโมกลายเป็นสินค้าปลอดภัยที่ตลาดต้องการ
นางกูราย๊ะ แวกูโน ประธานกระจูดรายา กล่าวว่าจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในปี 2522 ที่ทรงตรัสถามเกี่ยวกับเสื่อกระจูด ทำให้หมู่บ้านพัฒนาการสานกระจูดจนมีแบรนด์ "กระจูดรายา" สร้างรายได้สะสมกว่า 1.1 ล้านบาทระหว่างปี 2562-2566 ให้กลุ่มสตรีและคนชรา
ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม:
- ใช้ที่ดินในเขตป่าสงวนโคกไม้เรือ 66.1 ไร่ แบบแปลงรวมถูกกฎหมาย
- ดินดีขึ้นจาก pH 3 เป็น pH 5.5 เหมาะกับการเพาะปลูก
- ผลผลิตแตงโมเพิ่มจาก 1,638 กิโลกรัมต่อไร่ในปี 2563 เป็น 2,967 กิโลกรัมต่อไร่ในปี 2568
- ได้รับรองมาตรฐาน GAP สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบ 10 ล้านบาทในช่วงปี 2560-2567
- คนรุ่นใหม่จบปริญญาตรีเพิ่มจาก 34 คนในปี 2560 เป็น 91 คนในปี 2567
- อัตราการป่วยลดจากร้อยละ 13.82 เหลือร้อยละ 9.64
บ้านจำปูน: แก้ปัญหาน้ำ-ความขัดแย้ง สร้างอาชีพผสมผสาน
บ้านจำปูนเคยเผชิญความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ข้อจำกัดน้ำ ความขัดแย้งในชุมชนจากวัวปล่อย และปัญหาสุขภาพ การน้อมนำแนวพระราชดำริด้วยหลัก "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" เริ่มจากการสร้างคน โดยคัดเลือกเยาวชน 6 คนไปศึกษาเรียนรู้ที่ดอยตุงและภูพาน
การพัฒนามุ่งแก้ปัญหาน้ำด้วยการขุดเจาะน้ำบาดาล สร้างหอถังสูง วางระบบกระจายน้ำในพื้นที่เกษตร 22.5 ไร่ กรมชลประทานสร้างสถานีสูบน้ำเข้าพื้นที่นาข้าว 257.5 ไร่ พัฒนาสระเก็บน้ำ 26,000 ลูกบาศก์เมตร ติดตั้งระบบสูบน้ำพลังแสงอาทิตย์
ปัญหาความขัดแย้งจากการเลี้ยงวัวแก้ไขด้วยมาตรการทางสังคมและกฎระเบียบ จัดการเลี้ยงวัวแบบขังคอก พัฒนาแปลงหญ้าอาหารสัตว์ 24 ไร่ ส่งเสริมเกษตรผสมผสาน ปลูกผักปลอดภัย พัฒนาข้าวพันธุ์พื้นเมือง และปลูกอ้อยคั้นน้ำสร้างรายได้สูง
ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม:
- แก้วิกฤตขาดแคลนน้ำ ชุมชนมีน้ำใช้ต่อเนื่อง
- ผลผลิตข้าวพันธุ์พื้นเมืองเพิ่มจาก 220 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 298-380 กิโลกรัมต่อไร่
- การเลี้ยงวัวแบบโคขุนสร้างมูลค่าจำหน่ายสะสมกว่า 1 ล้านบาทในช่วงปี 2562-2568
- อัตราการเจ็บป่วยลดจากร้อยละ 38.66 เหลือร้อยละ 15.41
- ปัญหายาเสพติดลดลง ผู้เสพลดจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 5 และไม่มีคนค้า
ปัจจัยความสำเร็จ: พระราชดำริและส่วนร่วมประชาชน
นายกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ระบุว่าปัจจัยความสำเร็จมี 2 ประการ: แนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 โดยเฉพาะด้านน้ำและอาชีพ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่
ชาวบ้านมีความกระตือรือร้นในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เมื่อได้เรียนรู้การปรับปรุงดินและพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริในภาคเหนือ สามารถนำความรู้กลับมาปรับใช้ได้จริง รวมตัวเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำเพื่อดูแลระบบน้ำอย่างต่อเนื่อง
จุดแข็งคือความร่วมมือและการเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม ตัวอย่างเช่น การคัดพันธุ์ข้าวและวางแผนการปลูกร่วมกันเป็นกลุ่มทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ด้านการตลาด ยึดแนวคิด "การตลาดนำการผลิต" เช่น ส่งเสริมปลูกอ้อยที่ทนน้ำท่วมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวมุสลิมที่มีความต้องการบริโภคของหวานช่วงถือศีลอด ทำให้มีตลาดรองรับชัดเจน เชื่อมโยงกับห้างสรรพสินค้าเพื่อกระจายสินค้า
ด้านความมั่นคง มีกรณีในนราธิวาสที่ชาวบ้านขอพัฒนาพื้นที่ 66 ไร่เพื่อป้องกันการหลบซ่อนของบุคคลแปลกหน้า หลังพัฒนาและส่งเสริมอาชีพ สถานการณ์ดีขึ้น ไม่มีการใช้พื้นที่ดังกล่าวอีก
นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ชาวบ้านผลิตปุ๋ยใช้เองจากวัสดุในพื้นที่และเก็บเมล็ดพันธุ์พืชไว้ใช้เอง เพื่อลดต้นทุนและสร้างความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว
นายกฤษฎา เน้นย้ำว่าเป้าหมายคือเมื่อปิดทองหลังพระฯ ถอนออกไป ชาวบ้านต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง ตามหลักอยู่รอด พอเพียง เหลือกินเหลือใช้ สะท้อนความสำเร็จของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน



