ชาวนาวิตกน้ำมันแพงกระทบค่าจ้างเก็บเกี่ยว-ต้นทุนพุ่ง ร้องรัฐช่วยเหลือด่วน
วิกฤตราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังสร้างความกังวลให้กับเกษตรกรชาวนาในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวที่กำลังจะมาถึง ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าจ้างเก็บเกี่ยวข้าวปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกับภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างหนัก
ชาวนาเผชิญต้นทุนพุ่ง-ราคาข้าวไม่คุ้มทุน
นายทศพร เจริญธัญญา ชาวนาในพื้นที่ตำบลน้ำซึม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี เปิดเผยว่า ขณะนี้ข้าวในนาของตนใกล้จะถึงช่วงเก็บเกี่ยวแล้ว แต่กลับมีความวิตกกังวลอย่างมากเกี่ยวกับค่าจ้างเก็บเกี่ยวข้าวที่อาจปรับตัวขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น
"นอกจากค่าจ้างเก็บเกี่ยวแล้ว ยังต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นค่าไถปรับพื้นที่เพาะปลูก ค่าปุ๋ย ค่ายาแมลงและกำจัดศัตรูพืช รวมถึงค่าจ้างรถเก็บเกี่ยวข้าว" นายทศพรกล่าว พร้อมเสริมว่า ราคาข้าวในปัจจุบันอยู่ที่ 5,000-6,000 บาทต่อเกวียน ซึ่งแทบไม่คุ้มกับต้นทุนที่ต้องจ่ายออกไป
ค่าจ้างเกี่ยวข้าวอาจปรับขึ้นไร่ละ 100-200 บาท
สถานการณ์คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นกับนายวิชัย ตรีสิงธุ์ ชาวนาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งข้าวของตนจะเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวในอีก 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า เขาระบุว่า ต้องเผชิญกับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น โดยคาดว่าค่าจ้างรถเกี่ยวข้าวอาจปรับขึ้นอีกไร่ละ 100-200 บาท จากเดิมอยู่ที่ประมาณไร่ละ 300 บาท
"ยังไม่นับรวมภาระค่าน้ำมันสำหรับเครื่องสูบน้ำเข้านา ที่ต้องใช้ดูแลนาข้าวก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต" นายวิชัยกล่าว พร้อมย้ำว่า ช่วงต้นทุนการผลิตสูงนี้ทำให้จำเป็นต้องกู้ยืมเงินมาใช้จ่ายเนื่องจากเงินสำรองไม่เพียงพอ ส่งผลให้มีภาระหนี้สินเพิ่มมากขึ้น จึงต้องการให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรมและเร่งด่วน
เจ้าของรถเกี่ยวข้าวเตรียมปรับราคาจากน้ำมันดีเซลแพง
ด้านส่วนเจ้าของรถเกี่ยวข้าวในจังหวัดชัยนาท เปิดเผยว่า ขณะนี้รับจ้างเกี่ยวข้าวในราคาไร่ละ 450 บาท และเมื่อราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้น ราคาค่าเกี่ยวข้าวก็เตรียมปรับขึ้นตามไปด้วย เพราะมิฉะนั้นจะขาดทุนได้
"เราต้องคำนวณต้นทุนอย่างรอบคอบ หากน้ำมันยังแพงต่อไป ก็จำเป็นต้องปรับค่าใช้จ่ายเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด" เจ้าของรถเกี่ยวข้าวกล่าว
เรียกร้องมาตรการรัฐบาลรับมือวิกฤต
จากสถานการณ์ดังกล่าว ชาวนาและผู้เกี่ยวข้องต่างเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งรวมถึง:
- การควบคุมราคาน้ำมันหรือให้การอุดหนุนสำหรับภาคเกษตร
- มาตรการสนับสนุนทางการเงินเพื่อลดภาระหนี้สิน
- การส่งเสริมการตลาดเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าว
- การพัฒนาระบบชลประทานเพื่อลดต้นทุนการสูบน้ำ
- การให้ความรู้ในการจัดการต้นทุนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ
วิกฤตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของภาคเกษตรไทยที่ต้องพึ่งพาพลังงานจากน้ำมันเป็นหลัก และจำเป็นต้องมีการวางแผนรับมือในระยะยาวเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพชาวนา



