ไข่ไก่และเนื้อหมูขยับราคาตามกลไกตลาด เกษตรกรแบกภาระขาดทุนจากต้นทุนพุ่ง
ไข่ไก่และเนื้อหมูกำลังเผชิญกับการปรับราคาตามกลไกตลาดในช่วงหน้าร้อนนี้ หลังจากเกษตรกรต้องแบกรับภาวะขาดทุนสะสมมานานกว่า 2-3 ปี สาเหตุหลักมาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดและต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์นำเข้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคากากถั่วเหลืองและน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น
ไข่ไก่ผลผลิตลดลง ขนาดเล็กลง เกษตรกรขาดทุนหนัก
นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เปิดเผยว่า ในปีนี้สภาพอากาศมีความรุนแรงและแปรปรวนเป็นพิเศษ ทำให้ผลผลิตไข่ไก่ลดลงประมาณ 3-5% อากาศร้อนจัดส่งผลกระทบต่อสุขภาพของไก่ ไก่กินอาหารได้น้อยลงและสุขภาพอ่อนแอลง นอกจากปริมาณที่ลดลงแล้ว ขนาดของไข่ไก่ยังเล็กลงด้วย เนื่องจากไก่ไม่สามารถให้ไข่ขนาดใหญ่ได้ตามปกติ ส่งผลให้ไข่เบอร์ใหญ่ เช่น เบอร์ 0 ขาดแคลนอย่างหนักในท้องตลาด โดยขนาดไข่ส่วนใหญ่อาจลดลงจากเบอร์ 0 กลายเป็นเบอร์ 1 หรือลดลงถึง 2 ขนาดในบางกรณี
สถานการณ์ความร้อนนี้คาดว่าจะยังคงอยู่ต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 2 เดือนก่อนจะเข้าสู่ฤดูฝน แม้ราคาประกาศจะอยู่ที่ 3.20 บาทต่อฟอง แต่ในความเป็นจริงผลผลิตไข่ไก่ล้นตลาด ทำให้ราคาซื้อขายจริงเหลือเพียง 2.70 - 2.90 บาทต่อฟองเท่านั้น ส่งผลให้เกษตรกรต้องแบกรับภาวะขาดทุนสะสมมานานกว่า 2-3 เดือน เมื่อเผชิญกับภาวะขาดทุนอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรจำนวนมากจึงต้องตัดสินใจปลดไก่หรือลดจำนวนการเลี้ยงลงเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ปริมาณไข่ไก่ในระบบลดลงและราคาปรับขึ้นตามกลไกตลาด
ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูงจากสงครามตะวันออกกลาง
หากเปรียบเทียบกับต้นทุนการผลิตจากข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ประเมินไว้ที่ 3.20 บาทต่อฟอง นั้นก็เท่ากับราคาประกาศเป็น 3.40 บาท จึงช่วยให้เกษตรกรพอจะมีกำไรเพียงเล็กน้อยเพื่อประคองตัวให้อยู่รอดได้ อย่างไรก็ตาม ราคาปรับขึ้นไป 20 สตางค์ ยังไม่ทันจะกำไรก็ต้องมาเจอกับปัจจัยความท้าทายใหม่ สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้านำเข้าโดยเฉพาะกากถั่วเหลือง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในอาหารไก่ไข่ รวมถึงเคมีภัณฑ์และค่าน้ำมันขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นตามกัน บีบคั้นให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในเดือนต่อๆ ไป ผลกระทบจากต้นทุนเหล่านี้จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
นายมาโนช กล่าวเสริมว่า กลไกตลาดและกลไกราคามันทำงานของมันเอง เมื่อทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบ เราจึงอยากให้เข้าใจและเห็นใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้วงการไก่ไข่และทุกภาคส่วนสามารถอยู่รอดไปด้วยกันได้
เนื้อหมูขยับราคาตามกลไกตลาด เกษตรกรแบกภาระขาดทุน 3 ปี
ด้านสมาคมผู้เลี้ยงสุกร ระบุว่า ราคาหมูขยับตามกลไกตลาด อากาศร้อนและต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งสูงทำให้เกษตรกรแบกภาระขาดทุนมาแล้ว 3 ปี นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สาเหตุที่ราคาหมูมีการขยับตัวขึ้นนั้นเป็นไปตามกลไกตลาดอย่างสมเหตุสมผล ไม่ใช่การฉวยโอกาสปรับราคาแต่อย่างใด
อากาศร้อนจัดส่งผลให้หมูโตช้าลงกว่าปกติ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเวลานี้ เมื่อหมูใช้เวลาในการเติบโตนานขึ้น แต่ความต้องการในตลาดยังคงเดิมหรือเพิ่มขึ้นตามวงจรเศรษฐกิจ จึงส่งผลให้ราคาหน้าฟาร์มขยับขึ้นตามกลไกตลาด อุปสงค์และอุปทาน นายสิทธิพันธ์ ยืนยันว่าที่ผ่านมาเกษตรกรแบกรับสภาวะขาดทุนสะสม 2-3 ปีแล้ว หากดูโครงสร้างต้นทุนตามข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร อยู่ที่ 68 บาทต่อกิโลกรัม ราคาขายจริงในบางพื้นที่ยังคงต่ำกว่าต้นทุน โดยเฉพาะการขายในลักษณะรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ราคาอาจอยู่ที่เพียง 66 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งรวมค่าขนส่งแล้วด้วย
ต้นทุนนำเข้าพุ่งสูงจากสงครามและน้ำมันแพง
การปรับราคาขายตอนนี้ 68-72 บาทต่อกิโลกรัม ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ปริ่มทุนหรือเกือบจะเท่าทุนเท่านั้น และราคานี้ยังถือว่าต่ำหากเทียบกับในอดีตเคยขึ้นไปถึง 90 บาท หากคิดราคาหน้าฟาร์มตอนนี้เป็นราคาขายปลีกเนื้อหมูส่วนมาตรฐาน เช่น เนื้อแดง เนื้อสะโพก หรือเนื้อไหล่ ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนหลักของผู้บริโภค ยังคงมีราคาอยู่ที่ประมาณ 130-140 บาทต่อกิโลกรัม
อีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติมต้นทุนการผลิตขณะนี้ คือ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาและปริมาณวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งปัจจุบันเริ่มเกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบหลัก โดยเฉพาะกากถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ นอกจากวัตถุดิบหลักแล้ว สินค้าประเภทเคมีภัณฑ์ที่จำเป็นในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ เช่น โปรไบโอติก และสารเสริมต่างๆ ในสูตรอาหารสัตว์ ล้วนเป็นสินค้าที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศแทบทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้นเกษตรกรจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกขั้นตอนการผลิต
นอกจากปัจจัยการผลิตแล้ว ปัญหาสงครามตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิง จนกลายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความท้าทาย โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่มีราคาปรับตัวสูงขึ้นกว่า 10-20% หรือมาอยู่ที่ประมาณ 33 บาทเศษ นอกจากราคาจะสูงขึ้นแล้ว ปัญหาที่หนักกว่าคือการขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่ ทำให้เกษตรกรต้องไปเข้าคิวรอเติมน้ำมันเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อรอบการขนส่งหมูที่มีชีวิตที่รอไม่ได้



