เกษตรกรนครศรีธรรมราชพลิกวิกฤตสู่โอกาส ด้วยการเลี้ยงปูขาวในนากุ้งร้าง
ในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอปากพนัง และอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช เกษตรกรที่เคยเผชิญกับหนี้สินสะสมจากธุรกิจนากุ้งที่ล้มเหลว ได้พลิกฟื้นบ่อกุ้งทิ้งร้างกว่า 44,000 ไร่ ให้กลายเป็นฟาร์มเลี้ยงปูทะเลมูลค่ามหาศาล โดยเน้นการเลี้ยง "ปูขาว" ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
จากหนี้สินสู่ความหวังใหม่
ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน เกษตรกรในพื้นที่ต้องเผชิญกับปัญหาหนี้สินบางรายสูงถึง 7-8 หลัก เนื่องจากธุรกิจนากุ้งล้มเหลว ส่งผลให้มีบ่อกุ้งร้างจำนวนมาก และมีพื้นที่นาเปิดที่เลี้ยงปูทะเลแบบพึ่งพาธรรมชาติมากกว่า 5,000 ไร่ ซึ่งมีอัตรารอดเพียง 15-20% ทำให้รายได้ไม่แน่นอนและไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ
ความพยายามในการหาทางรอดนำไปสู่การวิจัยและพัฒนาสัตว์เศรษฐกิจชนิดใหม่ ภายใต้ความร่วมมือคณะนักวิจัยคณะเกษตรศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย นำโดย ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์ และการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)
โครงการวิจัยที่เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส
ดร.กิตติชนม์ เปิดเผยว่า โครงการ "การขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเลี้ยงปูขาวเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรท้องถิ่นลุ่มน้ำปากพนัง" มีเป้าหมายเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยการฟื้นฟูบ่อกุ้งร้างให้กลับมาใช้ประโยชน์ ยกระดับการเลี้ยงปูทะเลแบบดั้งเดิมสู่การเลี้ยงปูขาวด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม สร้างความมั่นคงทางอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน
โครงการนี้ต่อยอดจาก "ปูขาว-นครศรีโมเดล" มุ่งพัฒนาชุดความรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง เพิ่มอัตราการรอด ลดต้นทุนการผลิต และยกระดับคุณภาพสู่มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) โดยไม่ใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะ
ผลสำเร็จที่โดดเด่น
ชุดความรู้ที่พัฒนาขึ้นจากโครงการวิจัยนี้ ทำให้เกิดการปรับปรุงกระบวนการผลิตซึ่งสามารถยกระดับอัตราการรอดตายของปูขาวจากต่ำกว่า 20% เป็น 60-80% สำหรับลูกพันธุ์ปูขนาดใหญ่ และมากกว่า 80% สำหรับปูไซส์ตลาด สามารถสร้างรายได้เฉลี่ยดังนี้:
- การขุนลูกพันธุ์: 30,000 บาทต่อรอบ
- การเลี้ยงปูไซส์ตลาด: 76,800 บาทต่อรอบ
โครงการวิจัยได้ดำเนินการกับกลุ่มผู้ประกอบการเป้าหมายจำนวน 16 ราย ประกอบด้วยผู้ผลิตปูขาว 14 ราย และแพรับซื้อ 2 ราย โดยมุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการผลิตปูขาวเพื่อแก้ไขปัญหาคอขวดของห่วงโซ่คุณค่าเดิม
ระบบธุรกิจและผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ
วงจรธุรกิจปูขาวมีระบบธุรกิจในการผลิตต้นแบบ 3 รูปแบบด้วยกัน ได้แก่:
- ธุรกิจผลิตลูกพันธุ์ปูขาวขนาดใหญ่ 5 เซนติเมตร
- ธุรกิจผลิตปูขาวไซส์ตลาดจากลูกพันธุ์ 5 เซนติเมตร
- ธุรกิจแบบผสมที่ผู้ประกอบการ 1 รายสามารถผลิตทั้งลูกพันธุ์ 5 เซนติเมตรและปูไซส์ตลาด
ผลจากงานวิจัยก่อให้เกิดผู้ประกอบการธุรกิจปูขาวในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชที่มีศักยภาพสูงขึ้นจำนวน 16 ราย เกิดชุดความรู้ในการผลิตลูกพันธุ์ปูขาวขนาดใหญ่และปูขาวไซส์ตลาด รวมถึงโมเดลธุรกิจและแผนธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการ
สำหรับตัวเลขแห่งความสำเร็จ ต่อ 1 ไร่ ปริมาณผลผลิตประมาณ 500 กิโลกรัม ราคาขายประมาณ 450 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 3 เดือน นอกจากนี้ รายได้ของผู้ประกอบการธุรกิจปูขาวในพื้นที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 100% และเกิดมูลค่าทรัพยากรพื้นถิ่นและผลิตภัณฑ์ชุมชนเพิ่มขึ้นมากกว่า 200%
ผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
ความสำเร็จของโครงการได้ขับเคลื่อนให้เกิดนิเวศธุรกิจปูขาวครบวงจรในจังหวัดนครศรีธรรมราช ช่วยยกระดับรายได้ผู้ประกอบการ กระตุ้นธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เพิ่มการจ้างงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทรัพยากรท้องถิ่น ภายใต้ระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดสารเคมีและยาปฏิชีวนะ
ในมิติทางสังคม ชุมชนเกษตรกรลุ่มน้ำปากพนังสามารถสร้างอาชีพ แก้ปัญหาความยากจน และเพิ่มรายได้ ผ่านการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ การจ้างงานในชุมชน และการพัฒนาทักษะควบคู่ภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือในห่วงโซ่คุณค่าให้เข้มแข็ง
รูปแบบการเลี้ยงที่ใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงและรักษาสมดุลระบบนิเวศ ยังช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อำเภอหัวไทร อำเภอปากพนัง และอำเภอเมือง อีกทั้งการนำปลาหมอคางดำซึ่งเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นมาแปรรูปเป็นอาหารปู ยังช่วยลดต้นทุน ควบคุมสายพันธุ์รุกราน และสร้างรายได้เสริมให้ชุมชนไปพร้อมกัน
การขยายผลในอนาคต
ในปีงบประมาณ 2568 ได้รับการต่อยอดสู่การดำเนินงานภายใต้โครงการขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเลี้ยงปูขาวเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรท้องถิ่นลุ่มน้ำปากพนัง โดยการสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพท. กรอบการวิจัยการขยายผลวิจัยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) เพื่อยกระดับรายได้ครัวเรือนและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก
โครงการยังคงดำเนินการต่อเนื่องในบริเวณลุ่มน้ำปากพนังครอบคลุมพื้นที่ในอำเภอหัวไทร อำเภอปากพนัง และอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีกลุ่มเป้าหมายรวม 120 ครัวเรือน เป็นเกษตรกรแม่ข่าย 16 ครัวเรือน และเกษตรกรลูกข่าย 104 ครัวเรือน โดยตั้งเป้าหมายยกระดับรายได้ให้สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 60,000 บาทต่อปี



