ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำปัจจุบัน (19 พ.ค. 2569) ว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมประมาณ 43,621 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 57 ของความจุอ่างเก็บน้ำรวมกัน สามารถรองรับน้ำได้อีก 33,133 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับ 4 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวม 13,483 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 54 ของความจุอ่างเก็บน้ำรวมกัน สามารถรับน้ำเพิ่มได้อีก 11,388 ล้านลูกบาศก์เมตร
สถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา
เมื่อเวลา 06.00 น. ของวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่สถานีวัดน้ำ C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 563 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อรวมกับน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังและลำน้ำสาขาแล้ว มีปริมาณน้ำสำหรับบริหารจัดการเหนือเขื่อนเจ้าพระยา 577 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยแบ่งส่งน้ำเข้าระบบชลประทานไปยังพื้นที่ต่างๆ ดังนี้
- ฝั่งตะวันออก 189 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที คิดเป็นร้อยละ 69
- ฝั่งตะวันตก 258 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที คิดเป็นร้อยละ 55
น้ำที่เหลือระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 130 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะคงอัตรานี้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ
ปริมาณฝนและมาตรการรับมือ
จากการติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พบว่าปริมาณฝนสะสมของประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 17 พฤษภาคม 2569 มีปริมาณรวม 212.4 มิลลิเมตร ต่ำกว่าค่าปกติ 78.8 มิลลิเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 27 โดยหลายภูมิภาคมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าปกติ โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันออกต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 49 และภาคกลางต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 41
เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนและเกษตรกร กรมชลประทานได้ติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำท่าอย่างต่อเนื่อง พร้อมวางแผนบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับสภาพอากาศและปริมาณฝนที่อาจเปลี่ยนแปลงตลอดฤดูกาล เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในทุกพื้นที่
นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรและเครื่องมือเพื่อช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยในช่วงฤดูฝน รวมทั้งปฏิบัติตามมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2569 อย่างเคร่งครัด เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด ตามข้อสั่งการของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์



