วันวสันตวิษุวัต 20 มีนาคม 2569 กลางวันและกลางคืนยาวนานเท่ากัน เปิดฤดูใบไม้ผลิซีกโลกเหนือ
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569 ตรงกับวัน "วสันตวิษุวัต" ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กลางวันและกลางคืนมีความยาวเท่ากันพอดี โดยในวันนี้ ดวงอาทิตย์จะขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกอย่างสมบูรณ์แบบ ส่งผลให้ประเทศในซีกโลกเหนือก้าวเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ในขณะที่ซีกโลกใต้เริ่มต้นฤดูใบไม้ร่วง
ความหมายและที่มาของวันวสันตวิษุวัต
คำว่า "วสันตวิษุวัต" (อ่านว่า วะ-สัน-ตะ-วิ-สุ-วัด) มีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤต โดย "วิษุวัต" หมายถึง "จุดราตรีเสมอภาค" ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลก ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันและกลางคืนยาวนานเท่ากัน สำหรับประเทศไทยในวันดังกล่าว ดวงอาทิตย์จะขึ้นเวลาประมาณ 06.22 น. และตกเวลาประมาณ 18.28 น. (ตามเวลากรุงเทพมหานคร)
การนับเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นและตก
การนิยามเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นและตกในปรากฏการณ์นี้ จะนับเมื่อขอบบนของดวงอาทิตย์สัมผัสกับเส้นขอบฟ้า กล่าวคือ เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น จะนับเวลาเมื่อขอบบนสัมผัสขอบฟ้าทางทิศตะวันออก และเมื่อดวงอาทิตย์ตก จะนับเมื่อขอบบนสัมผัสขอบฟ้าทางทิศตะวันตก แม้ว่าการนับวิธีนี้อาจทำให้ดูเหมือนเวลาขึ้น-ตกไม่เท่ากัน แต่หากนับจากจุดกึ่งกลางดวงอาทิตย์ วันดังกล่าวถือว่ามีกลางวันและกลางคืนยาวนาน 12 ชั่วโมงเท่ากันพอดี
สาเหตุการเกิดฤดูกาลบนโลก
ฤดูกาลบนโลกเกิดขึ้นเนื่องจากแกนโลกเอียงทำมุม 23.5 องศา กับแนวตั้งฉากของระนาบโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทำให้พื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกได้รับความเข้มของแสงอาทิตย์และพลังงานความร้อนไม่เท่ากัน ส่งผลให้อุณหภูมิและระยะเวลากลางวัน-กลางคืนแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ในฤดูร้อน กลางวันจะยาวกว่ากลางคืน และดวงอาทิตย์ขึ้นเร็ว-ตกช้า ในขณะที่ฤดูหนาว กลางคืนจะยาวนานกว่า และดวงอาทิตย์ขึ้นช้า-ตกเร็ว
ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง
นอกจากวันวสันตวิษุวัตแล้ว ยังมีปรากฏการณ์สำคัญอื่นๆ เกี่ยวกับการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ เช่น วันครีษมายัน ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569 โดยเป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและตกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือมากที่สุด ทำให้มีช่วงเวลากลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี และส่งผลให้ซีกโลกเหนือเข้าสู่ฤดูร้อน ในขณะที่ซีกโลกใต้เริ่มฤดูหนาว
ข้อมูลจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติช่วยให้ประชาชนเข้าใจปรากฏการณ์ธรรมชาติเหล่านี้มากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของดาราศาสตร์ แต่ยังเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันและวัฒนธรรมในสังคมไทยอีกด้วย



