วิกฤตตะวันออกกลางกระทบหนักโรงแรมไทย ยอดจอง Q2 ชะลอตัว จี้รัฐอัดฉีด 8 มาตรการพยุง
วิกฤตตะวันออกกลางกระทบโรงแรมไทย ยอดจอง Q2 ชะลอตัว

วิกฤตตะวันออกกลางซ้ำเติมโรงแรมไทย ยอดจองไตรมาส 2 ชะลอตัวหนัก

นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) เปิดเผยภายหลังการประชุมระดมความคิดเห็นร่วมกับภาคีเครือข่ายและตัวแทนเครือโรงแรมชั้นนำ เพื่อประเมินสถานการณ์ท่องเที่ยวจากผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยระบุว่าแม้ภาพรวมไตรมาสแรกของปี 2569 จะปิดตัวได้ตามเป้าหมาย แต่ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักในไตรมาสที่ 2 เนื่องจากยอดจองล่วงหน้า (Forward Booking) ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาวะ “รอดูสถานการณ์” (Wait and See) สำหรับช่วงครึ่งปีหลัง

ผลกระทบหนักในแต่ละภูมิภาค

จากข้อมูลการรายงานพบว่าแต่ละภูมิภาคได้รับผลกระทบในมิติที่ต่างกันไป ประกอบด้วย ภาคเหนือได้รับผลกระทบหนักที่สุดจาก 3 ปัจจัยลบ คือ สงครามตะวันออกกลาง ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 และการหายไปของกลุ่มนักท่องเที่ยวอิสราเอล ส่งผลให้ยอดจองช่วงสงกรานต์เหลือเพียง 50-60% ซึ่งต่ำกว่าปีก่อนที่เคยมียอดจองเต็ม ขณะที่ภาคใต้ ประสบปัญหาค่าตั๋วเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้นถึง 200% ในบางเส้นทาง จากการเลี่ยงน่านฟ้าและข้อจำกัดของสายการบินที่ต้องต่อเครื่องในตะวันออกกลาง รวมถึงการสูญเสียกลุ่มนักท่องเที่ยวอิสราเอลซึ่งเป็นตลาดหลักในบางพื้นที่ เช่น เกาะพะงัน

ด้านกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยอดจองช่วงสงกรานต์ยังต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มตลาด MICE และการประชุมสัมมนาภาครัฐชะลอตัวลงจากการเลื่อนหรือยกเลิกการใช้งบประมาณ ส่วนภาคตะวันออก แม้ยอดจอง Q2 จะลดลงราว 10-15% แต่พัทยายังได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวรัสเซียที่ขยายตัวมาจากภูเก็ต

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ตลาดใหม่และมาตรการพยุง

ด้านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่าตลาดตะวันออกกลางสูญเสียศักยภาพการขนส่งทางอากาศไปเกือบ 50% หรือราว 120,000 ที่นั่ง อย่างไรก็ตาม ยังมีตลาดที่แข็งแกร่งอย่างอเมริกาที่ไม่มีการยกเลิกการเดินทาง และตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพสูงอย่างโปแลนด์และคาซัคสถาน โดยในช่วงปลายปีจะมีสายการบินใหม่ อาทิ LOT Polish Airlines และ Virgin Atlantic เริ่มเปิดบินตรงสู่ไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงพื้นที่ได้มากขึ้น

นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า เพื่อให้ธุรกิจโรงแรมอยู่รอด สมาคมฯ ได้วางกลยุทธ์ 4 ด้าน คือ ตั้งรับ ด้วยนโยบายยืดหยุ่น, ปรับทิศ หาตลาดใหม่ที่ไม่กระทบจากเส้นทางการบิน, เพิ่มประสิทธิภาพ โดยสร้างมูลค่าเพิ่มแทนการลดราคา และ เร่งการฟื้นตัวทันทีที่สถานการณ์ปกติ นอกจากนี้ ได้จัดทำข้อเสนอ 8 ประเด็นเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาล ประกอบด้วย

  1. ประวิงเวลาการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าประเทศ (ค่าเหยียบแผ่นดิน) ออกไปก่อน
  2. เร่งแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 อย่างจริงจังและเร่งด่วน
  3. ทบทวนนโยบายวีซ่าเพื่อความสะดวกและปลอดภัย
  4. ลดค่าพลังงานและน้ำมันเพื่อส่งเสริมการเดินทางในประเทศ
  5. อัดฉีดมาตรการ “ไทยเที่ยวไทย” เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส
  6. สนับสนุนงบประมาณสัมมนาภาครัฐภายในประเทศ
  7. ส่งเสริมสายการบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) เข้าสู่พื้นที่ท่องเที่ยว
  8. เสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการในช่วงฤดูกาลโลว์ซีซั่น

นายเทียนประสิทธิ์ทิ้งท้ายว่า ที่ประชุมมีมติไม่สนับสนุนการให้งบประมาณอุดหนุนแก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) ต่างชาติ แต่ควรมุ่งเน้นการสนับสนุนสายการบินโดยตรงหรือพัฒนาแพลตฟอร์มของคนไทยเอง เช่น TAGTHAI เพื่อสร้างรากฐานที่ยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสืบไป