รมว.ท่องเที่ยวฯ เตรียมฟื้นโครงการ 'เราเที่ยวด้วยกัน-เที่ยวคนละครึ่ง' รับมือวิกฤตสงคราม
รมว.ท่องเที่ยวฯ เตรียมฟื้น 'เราเที่ยวด้วยกัน-เที่ยวคนละครึ่ง'

รมว.ท่องเที่ยวฯ เผยแผนฟื้นโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยว รับมือวิกฤตสงครามและราคาพลังงาน

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยทิศทางและนโยบายด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาลในปัจจุบัน ซึ่งต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือผลกระทบจากภาวะสงครามในต่างประเทศและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภารกิจเร่งด่วนคือการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศควบคู่ไปกับการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้เข้ามาพำนักในประเทศไทยระยะยาวมากขึ้น

เน้นความปลอดภัยและพลังงานสะอาดเป็นจุดแข็งหลัก

นายสุรศักดิ์ ระบุว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านความปลอดภัย เนื่องจากไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับประเทศใด จึงถือเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวปรับตัวมาใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อสอดคล้องกับนโยบายประหยัดพลังงานและลดต้นทุนในระยะยาว

ฟื้นโครงการ 'เราเที่ยวด้วยกัน' และ 'เที่ยวคนละครึ่ง' เป็นมาตรการระยะสั้น

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมพิจารณานำโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่เคยประสบความสำเร็จช่วงวิกฤตโควิด-19 เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน หรือเที่ยวคนละครึ่ง กลับมาทบทวนและถอดบทเรียนเพื่อปรับใช้เป็นมาตรการระยะสั้น ภายใน 3-6 เดือนนับจากนี้ โดยจะเน้นส่งเสริมให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวด้วยระบบขนส่งมวลชน เช่น รถไฟ หรือรถโดยสารประจำทาง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ซึ่งอาจมีการนำเสนอสิทธิประโยชน์ในรูปแบบส่วนลดค่าเดินทาง หรือนำค่าใช้จ่ายเที่ยวเมืองรองไปลดหย่อนภาษี ส่วนงบประมาณหรือแหล่งทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการนั้น จะต้องหารือรายละเอียดกับสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังอีกครั้ง

ตั้งเป้ารายได้ 3.5 ล้านล้านบาทใน 4 ปี มุ่งเน้นเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยว

เป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวในปีนี้อาจมีการปรับลดลงบ้าง และต้องรอประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งหลังช่วงสงกรานต์อีกครั้ง แต่รัฐบาลยังคงมั่นใจเต็มที่ว่าภายในระยะเวลา 4 ปี จะสามารถผลักดันรายได้กลับไปสู่จุดสูงสุดก่อนเกิดโควิด-19 ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 3.5 ล้านล้านบาทได้อย่างแน่นอน

ยุทธศาสตร์หลังจากนี้จะไม่มุ่งเน้นแค่เพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยว แต่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่า ซึ่งจะเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีฐานะหรือกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น เพื่อชดเชยจำนวนนักท่องเที่ยวทั่วไปที่อาจลดลง ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพบริการให้คุ้มค่า สร้างรายได้เข้าประเทศเต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยไม่สร้างความเสื่อมโทรมต่อธรรมชาติ

สนับสนุนนโยบายค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาท เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

สำหรับนโยบายการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวจากชาวต่างชาติ หรือค่าเหยียบแผ่นดินในอัตรา 300 บาท นายสุรศักดิ์ ระบุว่า พร้อมให้การสนับสนุนและเดินหน้าต่อ เพราะมองว่าเป็นแนวทางที่หลายประเทศทั่วโลกนำมาใช้ เช่น ซาโยนาระแท็กซ์ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งประสบความสำเร็จในการคัดกรองคุณภาพนักท่องเที่ยวให้น้อยลงแต่มีคุณภาพมากขึ้น

เม็ดเงินที่จัดเก็บได้จะถูกนำมาเป็นกองทุนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ยกระดับความปลอดภัยและบริการแก่นักท่องเที่ยว มั่นใจว่ามาตรการนี้จะส่งผลดีต่อประเทศมากกว่าผลเสีย

พร้อมลดงบประมาณส่วนที่ไม่จำเป็น แต่ขอไม่ตัดงบที่กระทบภารกิจหลัก

ขณะที่ประเด็นการปรับลดงบประมาณของกระทรวงเพื่อนำไปใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจภาพใหญ่ นายสุรศักดิ์ชี้ว่า กระทรวงพร้อมให้ความร่วมมือตัดลดงบในส่วนที่เป็นไขมันหรือไม่จำเป็น เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระประเทศในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ แต่จะขอความเห็นใจจากนายกรัฐมนตรีไม่ให้ตัดลดงบที่กระทบกับภารกิจหลักในการดึงดูดรายได้

เนื่องจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้รับจัดสรรงบประมาณค่อนข้างน้อยและมีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบจำนวนมากอยู่แล้ว การท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญในการหาเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ การตัดงบอาจไม่คุ้มกับผลกระทบต่อรายได้

ควบรวมการท่องเที่ยวกับวัฒนธรรม เพื่อบูรณาการและเพิ่มประสิทธิภาพ

สำหรับความคืบหน้าเรื่องการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาออกจากกัน นายสุรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลมีแนวทางชัดเจนในการนำงานด้านการท่องเที่ยวไปควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อบูรณาการต้นทุนทางวัฒนธรรม ทั้งเรื่องอาหารการกิน เสื้อผ้าไทย เทศกาล ประเพณี โบราณสถาน และซอฟต์พาวเวอร์ต่างๆ เข้ากับการท่องเที่ยวอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน

ซึ่งจะช่วยลดรอยต่อในการทำงาน นำไปต่อยอดเพื่อขายเป็นจุดเด่น และเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้อย่างมหาศาล