วิกฤตตะวันออกกลางกระทบท่องเที่ยวไทย เทรนด์เปลี่ยนเน้นเอเชีย-ทริปสั้นในประเทศ
วิกฤตตะวันออกกลางกระทบท่องเที่ยวไทย เทรนด์เปลี่ยน

วิกฤตตะวันออกกลางกระทบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย นักท่องเที่ยวยุโรปเริ่มยกเลิกจองโรงแรม

สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักท่องเที่ยวจากยุโรป ซึ่งเริ่มมีสัญญาณการยกเลิกการจองโรงแรมในประเทศไทยแล้วประมาณ 20-25% ตามข้อมูลจากนายโชติช่วง ศูรางกูร อุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด

เทรนด์ท่องเที่ยวเปลี่ยนไปเน้นเอเชียและทริปสั้นในประเทศ

นายโชติช่วงชี้ให้เห็นว่า นักเดินทางบางส่วนที่วางแผนไปตะวันตกเริ่มพิจารณาเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทาง ขณะที่นักท่องเที่ยวรายใหม่มีแนวโน้มชะลอการตัดสินใจหรือเปลี่ยนจุดหมายไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียแทน สำหรับผลกระทบในระยะสั้น ส่งผลให้สายการบินที่บินผ่านน่านฟ้าตะวันออกกลางหรือเปลี่ยนเที่ยวบินได้รับผลกระทบ ราคาตั๋วเครื่องบินพุ่งสูงกว่า 200% ในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือราคาน้ำมัน ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจโลก ต้นทุนการเดินทาง ค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ล้วนส่งผลต่อกำลังซื้อและการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวของประชาชน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ภาพรวมตลาดนักท่องเที่ยวขาเข้าและขาออก

สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวขาเข้า (Inbound) ผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมของไทยอาจมีจำกัด เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเดินทางเข้ามาประมาณ 1 ล้านคนต่อปี แต่ผลกระทบอาจเกิดขึ้นกับบางธุรกิจ เช่น ธุรกิจโรงพยาบาลที่มีลูกค้าตะวันออกกลางเป็นหลัก ในทางกลับกัน นักท่องเที่ยวจากยุโรป ซึ่งคิดเป็นประมาณ 23% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด อาจได้รับผลกระทบมากกว่า

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ส่วนตลาดนักท่องเที่ยวขาออก (Outbound) ของไทยยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากนักท่องเที่ยวไทยไม่ได้นิยมไปท่องเที่ยวในตะวันออกกลาง โดยมีการยกเลิกการจองเที่ยวบินเดิมบ้าง แต่ได้รีบุ๊คไปยังกลุ่มประเทศเอเชียและกลุ่มประเทศปลอดภัยแทน

โอกาสสำหรับการท่องเที่ยวภายในประเทศและจากเอเชีย

แม้วิกฤตในครั้งนี้อาจสร้างความผันผวนในระยะสั้น แต่ก็อาจเป็นโอกาสให้การท่องเที่ยวจากประเทศในเอเชียมายังประเทศไทย รวมถึงการท่องเที่ยวภายในประเทศมีบทบาทมากขึ้น นายโชติช่วงเสนอว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว เช่น การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ การสร้างแลนด์มาร์คและอาหารท้องถิ่นให้เป็นจุดขาย ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ระดับโลก (Local to Global)

พร้อมประเมินว่าปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยประมาณ 35 ล้านคน ซึ่งจะไม่เป็นไปตามเป้าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดไว้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทย 36.7 ล้านคน

ข้อเสนอแก้ไขกฎหมายและช่วยเหลือผู้ประกอบการ

นายโชติช่วงระบุว่าได้เตรียมข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ในประเด็นปัญหาเกี่ยวกับ พ.ร.บ. โรงแรม และระเบียบข้อบังคับทางธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง โดยจำนวนโรงแรมทั้งหมดในไทยประมาณ 100,000 แห่ง มีผู้ที่ถือใบอนุญาตถูกต้องเพียงประมาณ 15,000–16,000 แห่ง หรือต่ำกว่า 20% เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังเตรียมเสนอขอให้ลดภาษีนิติบุคคลจาก 20% เหลือ 10-15% เป็นระยะเวลา 2-3 ปี เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจทัวร์ที่ส่วนใหญ่เป็น SME ฟื้นตัว รวมถึงการแก้ไขภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซ้ำซ้อนที่ผู้เดินทางไทยต้องเสียในไทย ทั้งที่ไปอุปโภคบริโภคในต่างประเทศแล้ว

KTC เผยเทรนด์การใช้จ่ายและเป้าหมายการเติบโต

ด้านนางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า จุดหมายปลายทางในภูมิภาคเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน และฮ่องกง ยังคงเติบโตและได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การท่องเที่ยวในประเทศพบว่านักเดินทางปรับรูปแบบเป็นทริปสั้นมากขึ้น และนิยมการขับรถเที่ยว

จากข้อมูลการใช้จ่ายของสมาชิกพบว่า จังหวัดท่องเที่ยวหลักยังคงมีสัดส่วนการใช้จ่ายสูง เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา ภูเก็ต และระยอง ขณะเดียวกันจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ และเมืองรอง เริ่มมีการเติบโตของการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เช่น กาญจนบุรี มียอดการใช้จ่ายเติบโต 20% และพระนครศรีอยุธยามียอดการใช้จ่ายเติบโต 12%

ส่งผลให้ภาพรวมยอดใช้จ่ายผ่านบัตรในภาคการท่องเที่ยว เดือน ม.ค.- ก.พ. 2569 เติบโต 9% โดยตั้งเป้าทั้งปี 2569 จะมียอดการใช้จ่ายผ่านบัตรการใช้จ่ายทั้งหมดและภาคการท่องเที่ยว เติบโต 5%

เทรนด์การท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปและโอกาสใหม่

นางสาววริษฐายังชี้ให้เห็นว่า เทรนด์การท่องเที่ยวในปัจจุบันได้เปลี่ยนไป แม้จะยังมีแนวโน้มเติบโต แต่รายจ่ายนักท่องเที่ยวต่อคนลดลง และนักท่องเที่ยวในปัจจุบันให้ความสำคัญกับประสบการณ์ระหว่างการเดินทางมากขึ้น เช่น การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Eat Tourism) หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism)

เคทีซีพร้อมสนับสนุนนโยบายของ ททท. ผลักดันให้เกิดสังคมไร้เงินสด โดยต้องการให้ผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายใหญ่สามารถรับชำระเงินผ่านช่องทางต่างๆ เช่น อาลีเพย์ วีแชทเพย์ และบัตรเครดิต เพื่อรองรับทั้งลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ

แม้ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์จะสร้างความผันผวนในบางช่วงเวลา แต่หากสามารถปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทั้งในด้านความคุ้มค่า ความสะดวก และประสบการณ์การเดินทาง ก็จะสามารถสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยได้ในระยะต่อไป