รมว.ท่องเที่ยวเผยแผนทบทวนฟรีวีซา อาจลดระยะพำนักเหลือ 30 วัน เดินหน้าเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน
เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้แถลงต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภาเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและกีฬาของประเทศไทย โดยมีประเด็นสำคัญคือการพิจารณาทบทวนมาตรการ "ฟรีวีซา" สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจากกว่า 90 ประเทศทั่วโลก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อปรับลดระยะเวลาอนุญาตพำนักจากเดิม 60 วัน ให้เหลือเพียง 30 วัน
เหตุผลในการปรับลดระยะเวลาพำนัก
นายสุรศักดิ์ระบุว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่านักท่องเที่ยวมากกว่าร้อยละ 90 มักใช้เวลาพำนักอยู่ในประเทศไทยเฉลี่ยไม่เกิน 30 วันอยู่แล้ว การปรับลดครั้งนี้จึงไม่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่จะมีส่วนสำคัญในการช่วยคัดกรองนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและป้องกันปัญหาที่แฝงมากับการท่องเที่ยว เช่น การลักลอบเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมาย หรือการจัดตั้งนอมินีเพื่อทำธุรกิจในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวหรือผู้ทำงานทางไกลที่ต้องการอยู่ยาว รัฐบาลยังคงส่งเสริมให้ใช้ระบบ Destination Thailand Visa (DTV) ซึ่งอนุญาตให้พำนักได้นานถึง 180 วันเป็นทางเลือกหลัก
ยืนยันเดินหน้าเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน
ในส่วนของนโยบายการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวหรือ "ค่าเหยียบแผ่นดิน" (Travel Fee) รมว.ท่องเที่ยวฯ ยืนยันว่าจะดำเนินการต่อไปตามแผนงาน โดยย้ำว่าประเทศไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมนี้ เนื่องจากหลายประเทศชั้นนำทั่วโลกก็มีการเรียกเก็บเพื่อนำเงินเข้ากองทุนสำหรับดูแลความปลอดภัย ประกันชีวิต และประกันอุบัติเหตุให้กับนักท่องเที่ยวโดยตรง
นอกจากนี้ รายได้ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนและส่งเสริมเศรษฐกิจในระดับชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
แผนปรับโครงสร้างกระทรวงเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
นอกจากการปรับเปลี่ยนนโยบายด้านวีซาแล้ว นายสุรศักดิ์ยังเปิดเผยถึงแผนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดยมีแนวคิดที่จะแยกภารกิจด้าน "กีฬา" ออกจากการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน และจะนำงานด้านการท่องเที่ยวไปรวมกับภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นรูปธรรม
ส่วนในด้านกีฬา รัฐบาลเตรียมปรับโครงสร้างเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาใหม่ทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ และมุ่งเน้นการนำวิทยาศาสตร์การกีฬามาพัฒนาศักยภาพนักกีฬาสู่ระดับอาชีพอย่างแท้จริง โดยการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์กีฬาระดับโลกในอนาคตจะถูกพิจารณาโดยเน้นเรื่อง "ความคุ้มค่า" และรายได้ที่จะกลับคืนสู่ประเทศเป็นหลัก เพื่อให้สอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ต้องมีการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด



